หน้าหลัก
Oct 03, 2025
International Policy and Adaptation for New World Order ทิศทางโลกเปลี่ยน เราจะปรับอย่างไร?
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

International Policy and Adaptation for New World Order

ทิศทางโลกเปลี่ยน เราจะปรับอย่างไร?

"Adaptation" หรือ "การปรับตัว" คือสิ่งจำเป็นสำหรับทุกการเปลี่ยนแปลง ทั้งความมั่นคงทางการเมือง ภัยธรรมชาติ หรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวน  การทำความเข้าใจและการศึกษาอดีตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น งานเสวนา “International Policy and Adaptation for New World Order” บนเวที SX TALK STAGE งาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 ชวนทำความเข้าใจพื้นฐานเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หรือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงมิติเชิงพื้นที่ทั้งที่เป็นธรรมชาติและเป็นเรื่องของมนุษย์ การทำความเข้าใจและเรียนรู้ประเด็นเหล่านี้ทำให้เราสามารถวางแผนและปรับตัวได้ทันท่วงที ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และประเทศชาติ เพราะนโยบายระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันสามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของเรา

ดุลอำนาจโลกที่เคลื่อนสู่ตะวันออกและซีกโลกใต้

ร.อ. ดร. จารุพล เรืองสุวรรณ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า หัวหน้านโยบายระหว่างประเทศพหุภาคีและความร่วมมืออาเซียน ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศมี 3 ส่วนหลัก ได้แก่ คุณค่า ผลประโยชน์ และอำนาจ ดุลอำนาจของโลกกำลังเคลื่อนย้ายมาสู่ซีกโลกตะวันออกและซีกโลกใต้ ซึ่งหมายความว่าภูมิภาคเอเชีย อเมริกาใต้ และแอฟริกา จะมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและประชากรเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ระเบียบโลก คือ แนวทางในการอยู่ร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ซึ่งถูกกำหนดโดยชาติมหาอำนาจในยุคนั้น ๆ ในอดีตเคยเป็นอังกฤษและเปลี่ยนมาเป็นสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้สร้างสถาบันระหว่างประเทศต่าง ๆ ขึ้นมา เช่น สหประชาชาติ (United Nations) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) และองค์การการค้าโลก (World Trade Organization)

น.อ. พงศกร พวงสุวรรณ หัวหน้านโยบายระหว่างประเทศพหุภาคีและความร่วมมืออาเซียน เล่าว่า สถานการณ์การของมหาอำนาจโลกในปัจจุบันบทบาทของประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่บทบาทของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะถดถอยลง เช่น การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงสำคัญบางอย่าง ในขณะที่จีนกลับเข้ามามีบทบาทในการสร้าง Soft Power และให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ มากขึ้น กำลังนำโลกไปสู่การเป็น "โลกหลายขั้ว" ที่ไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงผู้เดียว แต่ยังมีจีน รัสเซีย และอินเดีย เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น อีกปรากฏการณ์ที่สำคัญคือ วิกฤตศรัทธาต่อสถาบันระหว่างประเทศ ทำให้กฎระเบียบระหว่างประเทศถูกให้ความสำคัญน้อยลง นำไปสู่ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก กลุ่มประเทศ BRICS เริ่มหารือกันถึงการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

สงครามในศตวรรษใหม่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สนามรบ

ประเด็นความขัดแย้งในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามรบทางบก ทางน้ำ และทางอากาศเท่านั้นได้ขยายขอบเขตไปสู่มิติใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งการโจมตีทางไซเบอร์ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความได้เปรียบและความวุ่นวาย การสำรวจเพื่อเปิดพื้นที่อวกาศที่ชาติมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและจัดตั้งกองทัพอวกาศ เพื่อชิงความได้เปรียบในสนามรบแห่งอนาคต ความขัดแย้งการเมือง การใช้ข้อมูลข่าวสารหรือปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อแทรกแซงและสร้างความสั่นคลอนภายในประเทศอื่นอาวุธทรงประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร และการแข่งขันทางเศรษฐกิจสงครามการค้าที่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือต่อรองและสร้างอำนาจบนเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างประเทศไทย หากเราไม่มีการตรียมพร้อมรับมือกับสงครามในมิติใหม่ ๆ เหล่านี้ อาจทำให้ประเทศชาติเผชิญกับภาวะชะงักงัน และอาจปรับตัวไม่ทันท่วงที

จากการ “อยู่รอด” สู่การ “เติบโตอย่างยั่งยืน”

เราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไปให้ไกลกว่ามากกว่าการ "อยู่รอด" ในโลกอนาคตที่จะมีทั้งความเชื่อมโยงและความแตกแยก ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยไม่ควรมองแค่การ "อยู่รอด" แต่ต้องตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง แนวทางที่สำคัญประกอบด้วย การเชื่อมโยงนโยบายภายในประเทศกับนโยบายต่างประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว สร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ในประเด็นนี้ ร้อยเอก ดร. จารุพล เรืองสุวรรณ กล่าวว่า “การทำอะไรให้ยึดถึงความพอเพียง พอประมาณ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง การทำอะไรที่มีความเสี่ยงสูงหรือใหญ่เกินความจำเป็นอาจเป็นสิ่งที่เราต้องใช้วิจารณญาณให้มากขึ้น” ร้อยเอก ดร. จารุพล  ยังชี้ว่าการกลับไปสู่รากเหง้าและจุดแข็งของประเทศ อันได้แก่ "ความมั่นคงทางอาหาร" คือสิ่งที่เราควรทำ เพราะยุทธศาสตร์ที่ตั้งเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบของประเทศไทยที่ส่งผลให้เรามีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และมีความสามารถในการผลิตอาหารเลี้ยงดูตนเองและชาวโลกได้ เราควรนำจุดแข็งนี้มาต่อยอดเป็น Soft Power ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนให้คนกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนจากฐานราก แนวคิดนี้สอดคล้องกับ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่การสร้างภูมิคุ้มกันและความพอประมาณ การสร้างความเข้มแข็งจากภายในจะทำให้ประเทศไทยสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างชาญฉลาดและมีจุดยืนที่มั่นคง และท้ายที่สุดจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจากล่างขึ้นบนได้อย่างแท้จริง เพราะ“ความยั่งยืน เริ่มที่ตัวเรา นำไปสู่โลกที่ยั่งยืน”น.อ.พงศกร พวงสุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

แม้โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความท้าทายรอบด้าน แต่หากเราเลือกที่จะเรียนรู้จากอดีต มองการณ์ไกล และใช้จุดแข็งอย่างชาญฉลาด เราจะสามารถปรับตัวเพื่ออยู่รอดและก้าวไปข้างหน้าเพื่อเติบโตได้อย่างมั่นคง การสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน เชื่อมโยงนโยบายทั้งภายในและระหว่างประเทศ และยึดหลักความพอเพียงจะทำให้ประเทศไทยยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก และกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืน

idownload
gplay
istore