Win Win WAR Talk: Social Enterprise & Community in Action
ธุรกิจเพื่อสังคมกับพลังของชุมชนที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ในโลกปัจจุบันที่การทำธุรกิจไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ รายการ Win Win WAR Thailand จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะเฟ้นหานักธุรกิจแบ่งปันที่มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา รายการได้สะท้อนเรื่องราวของผู้ประกอบการที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกและชุมชน พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการท่านอื่นเห็นว่าการเติบโตสามารถเดินคู่กับความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง บนเวที SX TALK STAGE ในงาน SUSTAINABILITY EXPO ผู้เข้าแข่งขันสามท่านจาก Win Win WAR Thailand ได้ร่วมแบ่งปันเส้นทาง ความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์ของธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “WIN WIN WAR TALK: SOCIAL ENTERPRISE & COMMUNITY IN ACTION”

Nano Algaeon นวัตกรรมจากท้องทะเล พลิกวิกฤตขยะพลาสติก
คุณสดาวุธ การะเกตุ ผู้ก่อตั้ง Nano Algaeon เล็งเห็นว่าวิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนช่วยกันแก้ไขได้ จึงริเริ่มการผลิตหลอดดูดน้ำจากสาหร่ายทะเล เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง "พลาสติกมีความคงทนและเหมาะสำหรับการใช้ซ้ำ แต่ลองคิดดูว่าประเทศไทยมีการใช้หลอดพลาสติกมากกว่า 3.5 หมื่นล้านหลอดต่อปี ซึ่งต้องใช้เวลาย่อยสลายกว่า 200 ปี หากไม่มีใครคิดค้นวัสดุใหม่ ๆ มาทดแทน เราจะมีปัญหากับสิ่งแวดล้อมตลอดไป Nano Algaeon จึงคิดค้นวัสดุที่สามารถแทนพลาสติกใช้ครั้งเดียว และทำในสิ่งที่เราพอช่วยได้" คุณสดาวุธเปิดเผยว่า สาหร่ายเป็นพืชที่มีศักยภาพ เพราะเติบโตได้ถึงสามเท่าในระยะเวลาอันสั้น โดยใช้เพียงน้ำทะเลเท่านั้น ไม่เพียงแต่มีต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น แต่ยังเป็นช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกด้วย
เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีวัตถุดิบเพียงพออย่างยั่งยืน Nano Algaeon ทำงานร่วมกับ วิสาหกิจชุมชน ในอำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรีสร้างฟาร์มต้นแบบ เพื่อช่วยให้คนในชุมชนสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างยั่งยืน "เวลาตั้งต้นทำธุรกิจใหม่ ผมเลือกทำงานกับชุมชน เพราะเราไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด แต่สามารถต่อยอดจากทรัพยากรที่ชุมชนมีอยู่แล้ว โมเดลธุรกิจนี้ยังทำให้เราได้รับโอกาสจากภาครัฐทั้งด้านคำปรึกษาและเงินทุนได้ง่ายขึ้น ถือว่าเราช่วยกันทำงานและได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย"
คุณสดาวุธยังเปิดเผยถึงความท้าทายในการทำธุรกิจว่า “การทำสิ่งใหม่ยากเสมอ ความท้าทายกับการทำงานร่วมกับชุมชนคือการสื่อสารให้เข้าใจถึงกระบวนการทำธุรกิจ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเพื่อชุมชนเข้าใจบริบทของเรามากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความท้าทายต่าง ๆ ที่เราเจอตลอดซับพลายเชน สาหร่ายของเราคือต้นน้ำที่เราต้องนำไปแปรรูปให้เป็นเม็ด และจากเม็ดให้เป็นหลอดหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ การใช้วัสดุใหม่แบบนี้ เราต้องพิสูจน์กับโรงงานว่าวัตถุดิบของเราจะไม่ทำให้เครื่องจักรราคาแพงเสียหาย เหล่านี้คือความท้าทายที่เราต้องแก้ในแต่ละวันครับ”

จากวัชพืชในป่าพรุถึงรางวัลกินรี
Varni Craft กับการสืบสานภูมิปัญญาอย่างยั่งยืน
คุณนัทธัตพงษ์ เซ่งฮวด จากแบรนด์ Varni Craft ได้เล่าถึงการต่อสู้เพื่อฟื้นคืนชีพให้กับหัตถกรรมกระจูดซึ่งเป็นอาชีพของบรรพบุรุษที่กำลังจะเลือนหายไป ด้วยสายตาของอาจารย์ด้านการออกแบบ คุณนัทธัตพงษ์เล็งเห็นถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในงานฝีมือของคนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพทำเสื่อกระจูดของคุณแม่ "สินค้าหัตถกรรมจากกระจูดเป็นของราคาถูก บางทีนั่งทำทั้งวันก็ได้เงินแค่ร้อยเดียว ผมจึงอยากปั้นแบรนด์และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความร่วมสมัยมากขึ้น พร้อมให้ความรู้แก่ตลาดว่ากระจูดคืออะไร"
Varni Craft ไม่หยุดอยู่แค่การออกแบบแต่ยังสร้างความเข้าใจทางธุรกิจ โดยอบรมให้คนในกลุ่มรู้จักการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้ชุมชนเห็นชัดเจนว่า กระจูดสามารถสร้างรายได้จริง และเกิดการบอกต่อจนมีผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันเพียง 6-7 คน งานหัตถกรรมกระจูดสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่คนในชุมชนมากกว่า 150 ครัวเรือนในปัจจุบัน ที่สำคัญกว่านั้น Varni Craft ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนให้คนในชุมชนให้ปลูกกระจูด แทนการตัดจากธรรมชาติในป่าพรุ ทำให้สามารถขายหรือแปรรูปกระจูดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของท้องถิ่น
"การทำกระจูดเป็นอาชีพของบรรพบุรุษเรา เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจ ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เราเจอกับคำถามที่ว่า 'กระจูดเป็นวัสดุราคาถูก ทำไมขายแพง' แต่คุณแม่ของผมย้ำว่า เราต้องยืนหยัดในตัวตนของเรา" คุณนัทธัตพงษ์กล่าว ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน Varni Craft ไม่ได้มีแค่กระเป๋า แต่ยังผลิตเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งจากกระจูดสำหรับสปา รีสอร์ต พร้อมเปิดศูนย์การเรียนรู้พร้อมที่พักแบบ Homestay ให้ผู้คนภายนอกเข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน ล่าสุดวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณีได้รับรางวัลกินรี (Thailand Tourism Awards 2025) ประเภทรางวัลดีเด่นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ตอกย้ำถึงความสำเร็จในการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้โดดเด่นในระดับประเทศ

Siam Able Innovation
เปลี่ยนวิกฤตชีวิต สู่แรงบันดาลใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ
เรื่องราวของ คุณคำรณ มะนาวหวาน ผู้ก่อตั้ง Siam Able Innovation คือบทพิสูจน์อันทรงพลังว่าวิกฤตส่วนตัวสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ธุรกิจการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อผู้พิการนี้เริ่มต้นขึ้นจากประสบการณ์ตรงของคุณคำรณที่ประสบอุบัติเหตุและกลายเป็นผู้พิการ ทำให้ตระหนักว่าอุปกรณ์สำหรับผู้พิการในปัจจุบันไม่เหมาะสมกับสรีระและไม่เอื้อให้ผู้พิการสามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างอิสระ
ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านวิศวกรรม คุณคำรณจึงตัดสินใจลงมือพัฒนาวีลแชร์ไฟฟ้า ที่ออกแบบมาเพื่อผู้พิการที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถใช้วีลแชร์แบบปกติได้ โดยใช้เวลาพัฒนาสองปี ก่อนจะดึงช่างในชุมชนที่เคยร่วมงานกัน รวมถึงผู้พิการ มาร่วมก่อตั้งโรงงานซ่อมและผลิตวีลแชร์ไฟฟ้า ปัจจุบัน Siam Able Innovation ยังมีเครื่องยกผู้ป่วยไฟฟ้า เตียงไฟฟ้า และแบตเตอรี่ที่ใช้ได้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้จากสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน อาทิ โครงการของ DIPROM กรมโรงงานอุตสาหกรรม รายการ Win Win WAR Thailand โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำในการจัดการงานให้เป็นระบบ เพื่อให้คนในชุมชนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"การทำอุปกรณ์สำหรับคนพิการนั้น ได้ประโยชน์กับตัวเราก่อน คือเราได้ก้าวข้ามความพิการและได้ออกมาใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ พอคนพิการคนอื่นเห็นก็อยากจะใช้ชีวิตแบบเราบ้าง พวกเขาจึงมาซื้อสินค้าและมาอบรมกับเรา เพราะเราเป็นทั้งโรงงานผลิตและศูนย์ฝึกอบรม" คุณคำรณย้ำว่าเขาหยุดสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาของคนพิการและเป็นโจทย์ของประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต้องการอุปกรณ์ในลักษณะนี้อีกเป็นจำนวนมาก Siam Able Innovation จึงกำลังวางแผนที่จะ ขยายตลาดไปต่างประเทศ และได้เริ่มพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตอย่างบ้านน็อกดาวน์สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้ AI ควบคุมระบบต่าง ๆ เพื่อลดภาระของบุตรหลานและผู้ดูแล

เรื่องราวการต่อสู้และความมุ่งมั่นของผู้ประกอบการทั้งสามจากเวที Win Win WAR Thailand บน SX TALK STAGE คือบทพิสูจน์ชัดเจนว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ที่ยั่งยืนของสังคมไทย เมื่อความตั้งใจในการทำธุรกิจผสานเข้ากับความใส่ใจต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจจึงกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และช่วยให้ทุกคนก้าวไปพร้อมกันแบบ Win Win