หน้าหลัก
Oct 29, 2025
“นโยบายฐานราก” ทางออกวิกฤต “โลกเดือด” สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

ในยุคสมัยที่โลกไม่ได้แค่ “ร้อน” แต่กำลังเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” และเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนและผูกพันกัน (Poly-crisis) ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเปราะบาง ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น หรือภัยพิบัติที่รุนแรง คำถามสำคัญคือ ใครคือผู้กุมทิศทางการพัฒนาประเทศที่แท้จริง? หากนโยบายยังคงไหลจากบนลงล่าง (Top-down) ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุน ชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

การเสวนาครั้งสำคัญบนเวที SX TALK STAGE ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “นโยบายสาธารณะของชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พงค์เทพ สุธีรวุฒิ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มาถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์ในการสร้างช่องทางการกำหนดนโยบายจากฐานราก

วิกฤตซ้อนวิกฤต: เมื่อโครงสร้างประเทศอ่อนแอ

ผศ.ดร. พงค์เทพ สุธีรวุฒิ ได้เริ่มต้นการเสวนาด้วยการชี้ให้เห็นถึงวิกฤตโครงสร้างที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ในมิติเศรษฐกิจนั้นยังคงมีความเปราะบางสูง ชุมชนมีปัญหาในการเข้าถึงตลาดและแหล่งทุน ขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคนส่วนน้อย 20% แรกของประชากรกลับถือครองทรัพย์สินและที่ดินกว่า 80% ของประเทศ นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญยิ่งคือ การทุจริตคอร์รัปชันในทุกหย่อมหญ้า รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่ยังไม่ทันสมัย และการขาดหลักนิติธรรม

ปัญหาเหล่านี้ถูกท้าทายด้วยการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI, การเข้าสู่สังคมสูงวัย, และความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งโครงสร้างที่อ่อนแอของไทยทำให้ขาดศักยภาพในการรับมือ

ทำลาย “นโยบายแบบท็อปดาวน์” ที่รับใช้กลุ่มทุน

วิทยากรได้วิเคราะห์กลไกการกำหนดนโยบายของรัฐในปัจจุบันว่า มักเป็นกระบวนการแบบบนลงล่าง (Top-down) โดยส่วนใหญ่แล้ว นโยบายมักจะถูกผลักดันจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ซึ่งกุมพรรคการเมืองอยู่ ทำให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาคประชาชนเท่ากับผลประโยชน์ของนายทุน

“แม้ว่าทุกคนจะเชื่อว่านโยบายออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ชุมชนและประชาชน แต่ในความเป็นจริง ข้อเสนอเชิงนโยบายหลายเรื่องมาจากการกำหนดโดยภาคการเมืองและภาคทุน”

สร้างช่องทางให้ประชาชน “ลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง”

เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง ผศ.ดร. พงค์เทพ จึงเสนอว่าต้องมีกระบวนการนโยบายสาธารณะที่มาจากความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Bottom-up)

หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จที่สำคัญคือ การใช้ช่องทางภายใต้ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ปี 2550 ซึ่งกำหนดให้มี ธรรมนูญสุขภาพ และ สมัชชาสุขภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่เน้นเรื่องการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ขยายความหมายของ “สุขภาพ” ให้ครอบคลุมถึง สุขภาวะ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กระบวนการสมัชชาสุขภาพจะนำผู้แทนจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันถกแถลง พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิบัติ

นอกจากนี้ ยังมีกลไกอื่น ๆ ที่สะท้อนพลังจากฐานราก:

1. การขับเคลื่อนระดับพื้นที่ (ภาคใต้): มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นแกนนำในการสร้างกระบวนการสร้างสุขภาคใต้ ซึ่งเน้นความมั่นคง 4 ด้าน (อาหาร, มนุษย์, ทรัพยากร, สุขภาพ) โดยได้เพิ่มด้านเศรษฐกิจเข้าไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

2. บทบาทของ สสส.: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำงานกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายจากปฏิบัติการในพื้นที่ โดยมีการขับเคลื่อนประเด็นวิกฤต เช่น การควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า, การจัดการความปลอดภัยทางถนน (ซึ่งไทยมีอุบัติเหตุสูงระดับโลก), การสร้างระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ, และการเสริมศักยภาพชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและการจัดการสิ่งแวดล้อม

3. กรณีศึกษา SEA จนะ (สงขลา-ปัตตานี): เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างการผลักดันโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต (ในอำเภอจะนะ) ที่ชาวบ้านไม่ต้องการ สภาพัฒน์ฯ ร่วมกับ ม.อ. ได้ใช้เครื่องมือ การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เชิญทุกภาคส่วนกว่า 200 เวที มาร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม ผลลัพธ์คือการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ บนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางวัฒนธรรม แทนการปฏิเสธเศรษฐกิจ แต่ต้องการเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ตัดสินใจด้วย “หัวใจความเป็นมนุษย์”

ผศ.ดร. พงค์เทพ ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการกำหนดนโยบายที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมว่า: “แม้งานวิชาการจะออกมาว่าการทำนิคมอุตสาหกรรมนั้นคุ้มเม็ดเงิน แต่ถ้าหากนิคมอุตสาหกรรมนั้นทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ชุมชนใดชุมชนหนึ่งเกิดความยากลำบาก เป็นทุกข์ มันก็ไม่ควรทำ”

ดังนั้นแล้ว งานวิชาการที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ใช้ ไม่ได้ตัดสินด้วยหลักฐานทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ใช้หลักฐานทางวิชาการนั้นมาตัดสินใจด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนทางสังคมและความมั่นคงทางมนุษย์อย่างแท้จริง

วิทยากรได้สรุปทิ้งท้ายว่า กระบวนการนโยบายสาธารณะไม่ควรถูกจำกัดให้เป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยการบูรณาการและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อกำหนดนโยบายที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

idownload
gplay
istore