หน้าหลัก
Oct 29, 2025
สถาปนิกชี้ทางรอด เมื่อเมืองไทยต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วม
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

โลกเดือด เมื่อเมืองไทยต้องเผชิญวิกฤตน้ำท่วม สถาปนิกชี้ทางรอด ด้วย ‘Nature-Based Solutions’ และการกลับไป ‘อยู่กับน้ำ’

เวที SX TALK STAGE ในงาน SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้จัดการเสวนาภายใต้หัวข้อ “Nature-Based Solutions for Climate Change” ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตย์ เพื่อหาแนวทางที่ยั่งยืนในการรับมือกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นทุกปี

การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วย ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และอุปนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม คุณ วิภาวี คุณาวิชยานนท์ ประธานเครือข่ายช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ Design for Disaster

โลกกำลังเดือด และทางรอดอยู่ที่ธรรมชาติ

ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร ได้เปิดประเด็นถึงความเร่งด่วนของวิกฤต โดยระบุว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้เพียงแค่ร้อน แต่เข้าสู่สภาวะ "โลกเดือด" (Boiling World) แล้ว คาดการณ์ว่าภายในไม่เกิน 5 ปี อุณหภูมิจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ยากจะย้อนกลับได้ หากยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมากเช่นนี้ ผลกระทบที่ตามมาคือ ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรง และความไม่เพียงพอของอาหาร ท่านยังได้กล่าวเน้นย้ำว่า แนวทางการรับมือที่สำคัญคือ Nature-Based Solutions (NBS) หรือการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน ซึ่งถือเป็นวิธีที่คุ้มค่าและยั่งยืน เพราะใช้ต้นทุนต่ำกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ให้ประโยชน์หลายมิติ ทั้งการฟื้นฟูธรรมชาติ การบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การดูดซับก๊าซคาร์บอน และยังสามารถสร้างประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ด้วย

เมื่อภูมิปัญญาถูกกลืนหายด้วยคอนกรีต

ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการตั้งถิ่นฐานของสังคมไทย ในอดีต ประเทศไทยเคยเป็น "เมืองน้ำ" มาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเคยมีระบบคลองที่กว้างขวาง แต่ปัจจุบันได้มีการตัดถนนและเปลี่ยนสู่สังคมบริโภคนิยมและอุตสาหกรรม มีการถมคลองไปจนเหลืออยู่ไม่ถึง 2,000 คลอง และแทนที่ด้วยตึกสูงที่มีความหนาแน่นสูง ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าและคลองหายไป การตั้งถิ่นฐานในปัจจุบันนี้มักไม่ได้คำนึงถึงลักษณะทาง ภูมิประเทศ (ทิศทางการไหลของน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ) ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่

การออกแบบเพื่อ ‘อยู่กับน้ำ’ ในยุคสมัยใหม่

ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านเสนอว่า เราต้องเปลี่ยนจากการ "สู้กับน้ำ" ไปเป็นการ "อยู่ร่วมกับน้ำ" โดยอาศัยการออกแบบทาง ภูมิสถาปัตย์ แนวคิดสำคัญที่ถูกกล่าวถึงคือ “เมืองหยุ่นน้ำ” (Sponge City) ซึ่งสหประชาชาติ (UN) ได้ให้ความสำคัญ เมืองหยุ่นน้ำควรมีการวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น ใช้หลักการ Blue Green (เพิ่มพื้นที่สีเขียว/น้ำ) และมีหลักการบริหารจัดการน้ำ 4 ประการที่ชัดเจน คือ Protect (ปกป้องพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่) Delay (สร้างพื้นที่ชะลอน้ำ/แก้มลิง) Store (กักเก็บน้ำ) และ Release (ระบายออกเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย)

แม้ภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับน้ำ เช่น เรือนแพ บ้านเสาสูง และข้าวลอยน้ำที่เคยสูงถึง 7-8 เมตร ในอดีตจะเลือนหายไป แต่ในต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ มีการพัฒนาหมู่บ้านลอยน้ำที่มีเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาผสมผสานอย่างจริงจัง

สำหรับประเทศไทย คุณ วิภาวี คุณาวิชยานนท์ ได้นำเสนอโครงการต้นแบบที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ระหว่างการผลักดัน อาทิ:

• แปลงเกษตรสะเทินน้ำสะเทินบก: โครงการที่ใช้โฟมรีไซเคิลจากฟาร์มกุ้งมาทำเป็นแปลงผักที่ลอยขึ้นลงตามระดับน้ำที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำหรับชุมชน โครงการนี้ได้มีการนำสถาปนิก 9 บริษัทมาร่วมออกแบบ รวมถึงการใช้ไม้ไผ่สานเป็นโครงสร้าง

• บ้านพอดีพอดี: โครงสร้างที่ออกแบบโดยบริษัทวอลาเซีย มีแนวคิดคือการก่อสร้างได้ไว ใช้ วัสดุที่หาได้ง่าย ราคาประหยัด และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในการรับมือภัยพิบัติ เช่น ช่วงแผ่นดินไหวที่เชียงราย ปี 2557 ด้วย

• ที่พักพิงฉุกเฉินลอยน้ำ: เป็นงานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ

อุปสรรคสำคัญ: กฎหมายและการมีส่วนร่วม

คุณ วิภาวี คุณาวิชยานนท์ ได้ยอมรับว่า ข้อจำกัดที่สำคัญในการออกแบบเพื่อรับมือภัยพิบัติคือ งบประมาณ และหากเจ้าของบ้าน "ไม่อิน" กับการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต การดำเนินการก็เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านลอยน้ำอาจไม่ได้แพงกว่าบ้านทั่วไปที่ตกแต่งด้วยวัสดุหรูหรา แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของบ้าน

ด้าน ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร ได้ชี้ไปที่อุปสรรคเชิงระบบที่สำคัญที่สุดคือ “กฎหมาย” เนื่องจากกฎหมายในปัจจุบัน เช่น กฎหมายของกรมเจ้าท่า ห้ามการอยู่อาศัยบนน้ำหากไม่ได้อยู่มาตั้งแต่เดิม ทำให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมไม่สามารถพัฒนาต่อยอดได้

การออกแบบที่ยั่งยืนจึงต้องกลับไปคำนึงถึง ภูมิสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาในพื้นที่ (เช่น การทำงานกับ "สล่า" ช่างไม้ไผ่ที่จังหวัดน่าน หรือการใช้กล่องโฟมที่สุราษฎร์ธานี) ต้องลดอีโก้ของนักออกแบบลง และที่สำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเลือกใช้วัสดุพื้นถิ่นที่หาได้ง่าย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

วิสัยทัศน์แห่งอนาคต: แก้มลิงในทะเลเพื่อปกป้องกรุงเทพฯ

ในช่วงท้ายของการเสวนา ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อรับมือกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเส้นกราฟ IPCC แล้ว

เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สำคัญที่มีวัด วัง และโครงสร้างพื้นฐาน จึงเสนอให้ใช้แนวทางที่ผสมผสานระหว่าง Nature-Based Solutions กับ Structural Base (โครงสร้างทางวิศวกรรม) คือการสร้าง "แก้มลิงในทะเล" บริเวณอ่าวไทยรูปตัว ก แม้โครงการนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายแสนล้านบาท แต่ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อป้องกันวิกฤตที่อาจมาถึง นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแนวทางการออกแบบที่อยู่ร่วมกับน้ำอีก 6 รูปแบบ อาทิ ชุมชนร่องสวน และการเปลี่ยนชั้นล่างของอาคารให้รับน้ำท่วมได้

คุณ วิภาวี คุณาวิชยานนท์ ได้ฝากข้อความสั้นและคมคายว่า ท่ามกลางวิกฤตที่หนักหน่วง สิ่งที่ทุกคนต้องมีคือ "สติ" ขณะที่ ดร. วีระพันธุ์ ชินวัตร ได้ฝากถึงหน่วยงานรัฐให้เตรียมพร้อมอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำไปที่การแก้ไขกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย และการเร่งวิจัยศึกษาภัยโลกร้อนโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การเสวนาครั้งนี้ได้เน้นย้ำว่า ภัยพิบัติจะไม่รอใคร และไม่มีหน่วยงานใดช่วยเหลือเราได้ดีเท่ากับการที่ประชาชนและหน่วยงานรัฐ เตรียมตัว และ ปรับตัว ร่วมกันอย่างมีสติและยั่งยืน

idownload
gplay
istore