หน้าหลัก
Oct 29, 2025
Geo-Insights: คลี่ปมความเหลื่อมล้ำที่ดินไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

ภายในงาน SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้มีการจัดการเสวนาบน เวที SX TALK STAGE ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านความยั่งยืนจากองค์กรชั้นนำระดับโลก การเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นในหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ "Geo-Insights : แนวทางจากความเหลื่อมล้ำที่ดินสู่ความยั่งยืนของไทย" โดยมีเป้าหมายในการร่วมกันเปิดมุมมองสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงพื้นที่ ภาพถ่ายดาวเทียม ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านนโยบาย เพื่อค้นหาหนทางสู่การพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

เวทีนี้ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษา TDRI, คุณกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ GISTDA, ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.กลย์วัฒน์ สาขากร ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์ฯ สคทช. โดยมี คุณอาศิรา พนาราม รองบรรณาธิการบริหารนิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ

การใช้เทคโนโลยีเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

เสวนาเริ่มต้นด้วยการตอกย้ำถึงปรากฏการณ์แห่งความเหลื่อมล้ำที่น่าตกใจ โดย คุณกานดาศรี ลิมปาคม จาก GISTDA ได้เปิดเผยว่า ที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในการครอบครองของคนเพียง 10% เท่านั้น ในขณะที่คนจำนวนมากยังต้องการเข้าถึงที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำมาหากิน

GISTDA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ได้นำเสนอว่าข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมสามารถเป็น "เครื่องมือ" ในการบริหารจัดการที่ดินและสนับสนุนการออกนโยบายที่เกี่ยวข้อง ข้อ มูลภูมิสารสนเทศเหล่านี้ สามารถช่วยตรวจสอบ "สุขภาพของ Ecosystem" การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การบุกรุกพื้นที่ป่า และการเสื่อมโทรมของทรัพยากร

จากการสำรวจด้วยดาวเทียม พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ถูกทิ้งรกร้างถึงประมาณ 3 ล้านไร่ ในปี 2567 ซึ่งนี่คือความสูญเสียของประเทศในการไม่ใช้ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ที่ประชาชนบางกลุ่มยังไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างน้ำและไฟฟ้าได้ เพราะไม่มีสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย

มิติทางเศรษฐศาสตร์: ความเหลื่อมล้ำจากทรัพย์สิน

ด้าน ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐศาสตร์ โดยยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างแน่นอน หากพิจารณาจากดัชนีชี้วัดด้านทรัพย์สิน (ไม่รวมรายได้และรายจ่าย) พบว่า ความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพย์สินสูงกว่าด้านรายได้รายจ่ายอย่างมาก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์เข้าใกล้ 0.6

เมื่อเจาะลึกที่การถือครองที่ดินโฉนด (95 ล้านไร่) ในปี 2555 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคสูงถึง 0.89 โดยคน 1% ที่ถือครองสูงสุดมีที่ดินไปแล้ว 1 ใน 4 ของที่ดินโฉนดทั้งหมด และกลุ่ม 10% บนสุด ถือครองที่ดินไปแล้ว 61% ของที่ดินโฉนดทั้งหมดในประเทศ

หนึ่งในสาเหตุหลักของการกระจุกตัวนี้คือ ประเทศไทยไม่ได้มีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินที่แท้จริงในอดีต ซึ่งทำให้ประชาชนมีต้นทุนในการถือครองที่ดินต่ำ และเกิดการซื้อสะสม ผศ.ดร.ดวงมณี จึงได้เสนอแนวทางการปฏิรูปผ่านการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าตามขนาดการถือครอง หรือการจัดเก็บภาษีที่ดินแปลงรวมสำหรับผู้ที่ถือครองมากกว่า 50 ไร่ เพื่อลดการกระจุกตัว รวมถึงการใช้กลไกของธนาคารที่ดิน หรือโฉนดชุมชน เพื่อให้คนไม่มีที่ทำกินสามารถเข้าถึงได้

ความขัดแย้งระหว่างการใช้ประโยชน์และมูลค่าที่ดิน

ดร. อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ชวนคิดถึงความขัดแย้งระหว่างการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ทันที กับการสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับที่ดิน ท่านชี้ให้เห็นว่า เหตุผลที่ที่ดินถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้มาจากความไม่ต้องการใช้ประโยชน์ของเจ้าของเสมอไป แต่มาจากหลายปัจจัย เช่น สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไปไม่ถึงพื้นที่ธุรกันดาร รูปแปลงที่ดินไม่เหมาะสม (เช่น รูปสามเหลี่ยม, ที่ดินตาบอด) และการลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอาจไม่คุ้มค่า

นอกจากนี้ ปัญหาทางกฎหมายยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะกฎหมายที่คุ้มครองผู้เช่าหรือผู้บุกรุกมากกว่าเจ้าของที่ดิน (เช่น กฎหมายครอบครองปรปักษ์) ซึ่งทำให้เจ้าของที่ดินเลือกที่จะทิ้งที่ดินไว้เฉยๆ แทนที่จะเสี่ยงให้คนอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์และอาจไม่ได้คืน

บทบาทของรัฐ: การแก้ปัญหาสู่ความยั่งยืน

ดร.กลย์วัฒน์ สาขากร จาก สคทช. ยอมรับว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้เป็นปัญหาที่สะสมมานานและเป็นปัญหาหลักของประเทศ ปัจจุบัน ประเทศไทยขาดความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการที่ดิน เนื่องจากมีหน่วยงานของรัฐถึง 84 หน่วยงานใน 16 กระทรวง ที่ดูแลและใช้กฎหมายแตกต่างกัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน

สคทช. มีหน้าที่ในการจัดทำนโยบายและกำหนดทิศทางเพื่อสร้างเอกภาพในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ โดยมีพันธกิจหลัก 4 ด้าน รวมถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

สำหรับการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน รัฐบาลใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อจัดสรรที่ดินที่เสื่อมโทรมของรัฐให้กับชาวบ้านผู้มีรายได้น้อย โดยมีเงื่อนไขให้ใช้ประโยชน์ในระยะยาว 30 ปี ตกทอดสู่ลูกหลานได้ แต่ห้ามขาย และต้องมีการปลูกไม้ ยืนต้นอย่างน้อย 10% เพื่อดูแลระบบนิเวศ

นอกจากนี้ สคทช. ยังทำงานร่วมกับ GISTDA ในการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ คทช. เพื่อให้แน่ใจว่าการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพและการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างถูกจุด ระบบนี้ยังช่วยสนับสนุนการรับรองแหล่งที่มาของผลผลิตเพื่อตอบสนองต่อมาตรการกดดันจากต่างประเทศ เช่น EUDR (European Union Deforestation Free Regulation) ซึ่งกำหนดให้ผลผลิตที่ส่งไปยังยุโรปต้องไม่มาจากการตัดไม้ทำลายป่า

ดร.กลย์วัฒน์ ยังได้กล่าวถึงแนวคิดในการกำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับพื้นที่สีเขียวสาธารณะของเอกชนในเขตเมือง เพื่อให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ในช่วงเก็งกำไร สามารถเปลี่ยนพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สาธารณะให้คนใช้พักผ่อนได้ โดยจะเสียภาษีถูกกว่าการปล่อยรกร้าง หรือการแสร้งปลูกมะนาว

การเสวนาในครั้งนี้ได้คลี่ภาพของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ดินไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติเชิงพื้นที่ เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมทั้งได้นำเสนอศักยภาพของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและมาตรการเชิงนโยบายใหม่ๆ โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาที่ดินเป็นพันธกิจระยะยาวที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และมั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการลดความเหลื่อมล้ำและค้นหาแนวทางใหม่สู่ความสมดุลและความยั่งยืนได้

idownload
gplay
istore