หน้าหลัก
Oct 28, 2025
พลังชุมชนสู่เศรษฐกิจยั่งยืน: ถอดบทเรียน 3 ต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

ในงาน SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้มีการจัดเสวนาสำคัญเพื่อฉายภาพความสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีแก่นหลักมุ่งเน้นที่ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism - CBT)” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม โดยการรวมบทเรียนจากสามโมเดลต้นแบบทั่วประเทศ ได้เผยให้เห็นถึงนวัตกรรม ความร่วมมือ และการจัดการที่นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

การท่องเที่ยวโดยชุมชน หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า CBT เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชนเป็นหลัก โดยเน้นที่องค์ประกอบหลัก 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของชุมชนที่พลิกวิถีชีวิตให้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ระดับโลก

โมเดลที่ 1: "วานิ คราฟต์ สเตย์" (Wani Craft Stay) พัทลุง: จากภูมิปัญญาสู่การสร้างมูลค่าระดับสากล

วานิ คราฟต์ สเตย์ จังหวัดพัทลุง ได้รับการยกย่องให้เป็นโมเดลต้นแบบของการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้ก้าวสู่การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอย่างยั่งยืน อาจารย์ นัท มนัสพงษ์ เซงฮวด ผู้ซึ่งผันตัวจากอาจารย์ด้านศิลปะและการออกแบบ กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ได้เปลี่ยน "กระจูด" ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงวัชพืชหรือผลิตภัณฑ์ราคาถูก ให้มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมหาศาล

เดิมทีเสื่อกระจูดดั้งเดิมขายได้เพียงผืนละ 100 บาท แต่ด้วยการใส่ทักษะการออกแบบและงานฝีมือ โดยเฉพาะการปักผ้าแบบเดินเส้น (ปักรถไลน์) ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กระเป๋าที่มีมูลค่าสูงถึง 7,900 บาท ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าขึ้นหลายพันเท่า งานฝีมือเหล่านี้สร้างสรรค์โดยกลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุในชุมชน โดยมี คุณสายชน ช่วยศรีนวล (พี่สาว) หัวหน้ากลุ่มปัก ซึ่งเป็นครูช่างศิลปาชีพ คอยดูแลการทำงาน กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 70 ถึง 85 ปี สามารถทำงานและสร้างรายได้ที่มั่นคง

อาจารย์นัทได้ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว (Wani Craft Stay) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปขายสินค้าในเมือง โดยปรับพื้นที่บ้านธรรมดาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้และโฮมสเตย์ 12 ห้อง ที่มีการตกแต่งภายในด้วยผลิตภัณฑ์จากกระจูดทั้งหมด นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ มักนิยมมาพักและเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป เช่น การสานและปักกระเป๋าของตัวเอง ซึ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก ผลลัพธ์จากการจัดการแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นี้ ทำให้ Wani Craft Stay ได้รับรางวัล กินรี (Thailand Tourism Award 2025) ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน

โมเดลที่ 2: โอ๊ะ ปล่อย และ ถ้ำเสือ: พลังการจัดการชุมชนที่เข้มแข็ง

การเสวนาครั้งนี้ยังได้นำเสนอสองตลาดชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการจัดการตนเองอย่างมีส่วนร่วม ได้แก่ ตลาดโอ๊ะ ปล่อย จังหวัดราชบุรี และ ตลาดจามจุรี (บ้านถ้ำเสือ) จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งแม้จะเริ่มต้นจากการเลียนแบบแนวคิดที่ดีต่อชุมชน แต่กลับสร้างเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งเป็นของตนเอง

ตลาดโอ๊ะ ปล่อย (ราชบุรี)

ตลาดโอ๊ะ ปล่อย ซึ่งแปลว่า "พักผ่อน" ในภาษากะเหรี่ยง นำโดย ผู้ใหญ่บ้านภัทรพงษ์ วงเกษม (ผู้ใหญ่บี) สร้างจุดเด่นจากการนำอัตลักษณ์และภูมิปัญญาชาวกะเหรี่ยงกลับมาใช้ ไฮไลต์ที่โด่งดังคือ "ตักบาตรพระร่องแพ" ซึ่งผู้ใหญ่บ้านบี ปวารณาตัวเป็นผู้ถ่อแพเองทุกเช้าเสาร์-อาทิตย์ ที่มีตลาด

ความยั่งยืนของโอ๊ะ ปล่อย มาจากการจัดการองค์กรที่เข้มแข็งและเน้นการพัฒนาคน โดยมี ธรรมนูญกลาง ที่เข้มงวด และเน้นการสร้างรายได้โดยที่นักท่องเที่ยวไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ กองทุนของตลาด (มาจากค่าเช่าร้านค้าส่วนน้อยและรายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชน) ถูกนำไปบริหารจัดการส่วนกลาง เช่น ค่าทำความสะอาด ค่าความปลอดภัย และยังสามารถนำไปใช้ในการยกระดับบุคลากร เช่น พาคนในตลาดไปดูงานโรงแรม 5 ดาวเพื่อเปิดโลกทัศน์ด้านบริการ นอกจากนี้ ตลาดยังเป็นแบบอย่างด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นการเป็น ตลาดรักโลก (Zero Waste) ทำให้ลูกหลานที่ไปทำงานที่อื่นต่างกลับมาเปิดกิจการในหมู่บ้าน

ตลาดจามจุรี (บ้านถ้ำเสือ, เพชรบุรี)

คุณสุเทพ พิมศิริ (พ่อ น้อย) ผู้บุกเบิกตลาดจามจุรี ได้รับแรงบันดาลใจจากโอ๊ะ ปล่อย โดยมุ่งเน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสุดทาง ที่นี่เน้นการจัดการขยะอินทรีย์อย่างครบวงจร โดยนำเศษอาหารและใบไม้มาทำเป็นปุ๋ยแจกนักท่องเที่ยว แทนการฝังกลบ ซึ่งเป็นการลดภาระต่อสังคม ในปีแรก ตลาดเปิดให้ค้าขายฟรีเพื่อทดสอบความพร้อมของสมาชิก แต่ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าขอรวมใจกันจ่ายค่าส่วนกลางเองคนละ 20 บาท เพื่อให้การบริหารจัดการส่วนกลางดำเนินต่อไปได้ ซึ่งสะท้อนถึงสำนึกในการรับผิดชอบร่วมกัน พ่อ น้อย ย้ำว่า ความสามัคคีและการพูดคุยกันอย่างเปิดอก เป็นหัวใจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและความตึงเครียดในชุมชน

ตลาดทั้งสองแห่งนี้เน้นย้ำถึงการสร้างผู้สืบทอด (Successor) โดยดึงลูกหลานรุ่นใหม่กลับบ้านมาทำงาน และได้รับรางวัลความยั่งยืนจากเวที กินรี เช่นกัน

โมเดลที่ 3: ชุมชนคลอง 3 (ปทุมธานี): การผสานวิชาการกับเศรษฐกิจพอเพียง

ชุมชนคลอง 3 จังหวัดปทุมธานี นำเสนอโมเดลของการเติมเต็มสิ่งที่ชุมชนมีอยู่แล้วด้วยองค์ความรู้สมัยใหม่ กำนัน นก (รุ่งนภา แก้วทำ) เล่าว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการเกษตรอินทรีย์ (ผักปลอดสารพิษ) และมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (โดยอาจารย์และนักศึกษาจากคณะการจัดการการท่องเที่ยว) ได้เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน โดยมุ่งเน้นการสร้าง Storytelling และการออกแบบโปรแกรม One-Day Trip ที่ดึงเอาอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นมานำเสนอ เช่น กิจกรรม Decoupage พัดจิ๋ว (พัดชิ้นเดียวในโลก) ผ้าจากสีธรรมชาติ และการทำกล้วยฉาบ

อาจารย์อัจฉรา ศรีราชัย อธิบายว่า ภาควิชาการได้ช่วยในการให้ความรู้ การจัดทำ Marketing (โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียจากนักศึกษา Gen Z) และการฝึกทักษะที่จำเป็น เช่น ภาษาอังกฤษง่าย ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของโมเดลนี้ คือ การเสริมพลัง (Empowerment) ให้ชาวบ้าน กล้าคิด กล้าทำ และสามารถพึ่งพาตนเองได้จริง ในการรับแขกและบริหารจัดการโดยไม่ต้องมีผู้กำกับ ซึ่งนี่คือคำนิยามของความยั่งยืนที่แท้จริง คือการที่ชุมชนเข้มแข็งและสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง

บทสรุปสู่ความยั่งยืน: หัวใจคือ "คน" และ "ความร่วมมือ"

แม้ทั้งสามโมเดลจะมีความแตกต่างกันตามทรัพยากรท้องถิ่น แต่ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยสู่ความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชนคือ:

1. การค้นหาและดึงอัตลักษณ์ (Identity) ออกมา: ชุมชนต้องหาจุดเด่นที่แตกต่างจากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต ภูมิปัญญา หรือสินค้า

2. การพัฒนา "คน" (Human Development): การสร้างคนในชุมชนให้มีศักยภาพ มีความรู้ในการจัดการ การบริการ และการตลาด โดยเฉพาะการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและการมีส่วนร่วมที่เข้มแข็ง

3. ความพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance): รายได้ที่เข้าสู่ชุมชนอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ลูกหลานกลับคืนสู่บ้านเกิด

การเสวนาในงาน SX2025 ครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่แหล่งท่องเที่ยวเชิง Mass Tourism แต่ได้หยั่งรากลึกถึงระดับชุมชน สร้างโมเดลที่สามารถขยายผลต่อได้ทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ การรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

idownload
gplay
istore