หน้าหลัก
Oct 11, 2025
นวัตกรรมกู้วิกฤต "การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค" คือหัวใจสำคัญในการจัดการขยะพลาสติก
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

ในมหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอย่าง SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) ได้มีการจัดเวทีเสวนา SX TALK STAGE ในหัวข้อ "From Idea to Impact: Tackling Plastic Waste in the Mekong Subregion" หรือ "จากไอเดียสู่การสร้างผลลัพธ์ การจัดการปัญหาขยะพลาสติกในลุ่มภูมิภาคแม่น้ำโขง" โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกที่กำลังท้าทายภูมิภาคนี้

คุณรัฐฐากมล จันทรวราทิตย์ ผู้จัดการโครงการ Mekong Plastics Innovation Hub ของสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวเปิดประเด็นถึงความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โดยระบุว่า ในแต่ละปี ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นถึง 2 ล้านตัน จากขยะทั่วไป 27 ล้านตัน แต่มีขยะพลาสติกเพียง 21% เท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจอีกด้วย การแก้ไขปัญหาจึงต้องมองตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง เช่น การลดการสร้างพลาสติกบริสุทธิ์ (virgin plastic) และการพึ่งพาพลาสติกในชีวิตประจำวัน

IPPIN: ขุมพลังสนับสนุนสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมยั่งยืน

โครงการเครือข่ายนวัตกรรมพลาสติกอินโด–แปซิฟิก (Indo-Pacific Plastics Innovation Network: IPPIN) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้โครงการหุ้นส่วนแม่โขง–ออสเตรเลีย และดำเนินการโดย CSIRO หน่วยงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรม เป้าหมายหลักของ IPPIN คือการสนับสนุนสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการในไทยและภูมิภาคแม่น้ำโขงให้สามารถพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาขยะพลาสติกได้จริง โดยมุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

คุณธนียา กิจเจริญไพบูลย์ Thailand Chapter Manager, IPPIN, CSIRO อธิบายว่า CSIRO มีความมุ่งมั่นที่จะลดขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียให้ได้ 80% ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) และมองว่าการทำงานต้องอาศัยความร่วมมือในระดับภูมิภาค IPPIN ซึ่งก่อตั้งในไทยปี 2023 ได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์หลายราย เช่น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโปรแกรม Incubator และ Accelerator โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาหลัก 3 ประการที่สตาร์ทอัพมักเผชิญ ได้แก่ ความรู้ด้านเทคนิค การขยายธุรกิจ/ตลาด และที่สำคัญที่สุดคือ เงินทุน

โมเดลธุรกิจหมุนเวียนที่สร้างผลกระทบจริง

เวทีนี้ได้นำเสนอตัวอย่างนวัตกรรมจากภาคเอกชนที่ได้รับสนับสนุนจาก IPPIN และสามารถเปลี่ยน "ไอเดีย" ให้กลายเป็น "ผลลัพธ์" ได้จริง:

1. EcoCrew Thailand (คุณ ณัฐธ์พล อรินทร์คล้าย): เป็นธุรกิจแรกๆ ในไทยที่ให้บริการ Reusable Packaging System (ระบบบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ) ในรูปแบบของการเช่าภาชนะเพื่อลดพลาสติกใช้ครั้งเดียว (single-use plastic) ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาในงานอีเวนต์ โดยระบบของ EcoCrew เป็นแบบวงจรปิด (close loop) ที่ประกอบด้วยภาชนะใช้ซ้ำ (ใช้ได้หลายร้อยครั้ง) ระบบติดตาม (Tracking) และบริการจัดการ คุณณัฐธ์พลเปิดเผยว่า ในงานอีเวนต์ที่ใช้ระบบ EcoCrew เต็มรูปแบบ สามารถลดขยะ single-use plastic cups ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ (เหลือเพียง 27 ชิ้น จาก 123 ชิ้นในงานที่ไม่ใช้ระบบ) และ ลดขยะพลาสติกไปแล้วกว่า 300,000 ชิ้น จากการให้บริการกว่า 50 งาน นอกจากนี้ EcoCrew ยังมองขยะเป็น "ข้อมูล" ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค (consumption behavior) เพื่อปรับปรุงบริการและตัดสินใจทางธุรกิจ อัตราการคืนภาชนะของลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งจาก 50% ในช่วงแรก เป็น 95.3% ในงานล่าสุด

2. CIRAC (ดร. ศิขริน เตมียกุล): บริษัท Deeptech ที่มุ่งแก้ปัญหาขยะที่รีไซเคิลยากที่สุด นั่นคือ Multi-Layer Plastic Packaging (เช่น กล่องนม ซองขนม) ซึ่งมีทั้งพลาสติกและอะลูมิเนียมติดกัน ทำให้กระบวนการรีไซเคิลเป็นไปไม่ได้ในแบบเดิม CIRAC ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแยกอะลูมิเนียมและพลาสติกออกจากกัน เพื่อนำอะลูมิเนียมกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้ ดร.ศิขรินชี้ว่า อุปสรรคสำคัญคือการสร้างมูลค่าทางเทคโนโลยี (value proposition) ที่ยั่งยืน (ทำกำไรได้) และการสร้างความเชื่อมั่นในตลาด (market confidence) โดย CIRAC ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล (NIA) และภาคเอกชน ผ่านความช่วยเหลือด้าน Connection และ Mentorship จาก IPPIN ทำให้บริษัทสามารถขยายไปสู่ระดับนานาชาติ รวมถึงการนำเสนอธุรกิจ (pitching) ที่ Silicon Valley accelerator program

นโยบายและโครงสร้างที่รองรับการเปลี่ยนผ่าน

คุณภิญญดา เจริญสิน ผู้จัดการโครงการอาวุโสและรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายเครือข่ายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม 4 ใน 5 อันดับแรกของความเสี่ยงระดับโลกปี 2025 (Global Risk Report 2025 โดย World Economic Forum) คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และประเทศไทยมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน โดยมี Road Map การจัดการขยะพลาสติก ซึ่งขณะนี้อยู่ในแผนระยะที่ 2 (2566-70)

TEI ยังเป็นผู้ก่อตั้ง PPP Plastic (โครงการความร่วมมือภาคี ภาครัฐ-ธุรกิจ-ประชาสังคม) ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามในการผลักดันนโยบายระดับประเทศและระดับโลก (เช่น การเข้าร่วมเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกของ UN) แต่ความท้าทายยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบังคับใช้ EPR (Extended Producer Responsibility) ที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบผลิตภัณฑ์มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กและ SME ในแง่ของเงินทุนและต้นทุนการเปลี่ยนวัสดุ

ก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: พลังความร่วมมือจากทุกคน

ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้อย่างแท้จริงนั้น ทุกมิติจะต้องพร้อม ทั้งด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน การเงิน เทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือ

ดร.ศิขริน (CIRAC) มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็น "Hub" ในการส่งออกเทคโนโลยีด้าน Circular Economy เนื่องจากเรามีแหล่งขยะพลาสติกขนาดใหญ่ มีฐานผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ และมีเจ้าของแบรนด์ที่สร้างบรรจุภัณฑ์จำนวนมาก

ด้านคุณธนียา (IPPIN) เสนอว่า หากมี "ไม้กายสิทธิ์" สิ่งที่อยากเปลี่ยนแปลงคือ พฤติกรรมของผู้บริโภค โดยขอให้ทุกคนนำพลาสติกกลับมาใช้ซ้ำ (reuse) และเลือกบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช่พลาสติก

คุณภิญญดา (TEI) สรุปเสริมว่า การขับเคลื่อน Circular Economy ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้ด้วยภาคส่วนใดภาคส่วนเดียว แต่ต้องเกิดจากการ หมุนวนความร่วมมือ และเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม "วันละนิด วันละหน่อย" ขณะที่คุณณัฐธ์พล (EcoCrew) ยืนยันว่า หากทำระบบ Circular Economy ได้อย่างเต็มรูปแบบ ขยะ single-use จะหายไปถึง 50-70%

การเสวนาในเวที SX TALK STAGE ครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า แม้ปัญหาขยะพลาสติกจะเป็นความท้าทายระดับโลก แต่ด้วยพลังของนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ และความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากทุกภาคส่วน รวมถึงการตระหนักรู้ของผู้บริโภค จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

idownload
gplay
istore