ปรับบ้าน เปลี่ยนวิถี เพื่อชีวิตที่ดีในวันที่โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้าง ทำให้โลกของเราเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาไม่ได้มากขึ้น การปรับตัว เปลี่ยนบ้าน เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จึงกลายเป็นหัวข้อที่สถาปนิกและวิศวกรหันมาให้ความสนใจ บนเวทีเสวนาหัวข้อ "ออกแบบบ้านเพื่อรับมือภัยพิบัติต่าง ๆ โดย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์" ซึ่งจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 ได้รับเกียรติจากสถาปนิกแนวหน้าของไทย มาร่วมเสวนาเผยแพร่องค์ความรู้ในการปรับตัวและรับมือกับภัยธรรมชาติผ่านการออกแบบ โดยมี ผศ. ณธทัย จันเสน กรรมการสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นผู้ดำเนินรายการ

จากเหนือจรดใต้ ความหลากหลายทางภูมิศาสตร์มาพร้อมกับความท้าทายเฉพาะแต่ละพื้นที่
ในช่วงแรกของการเสวนา ตัวแทนจากกลุ่มประธานกรรมาธิการสถาปนิกในแต่ละภูมิภาคเล่าถึงสถานการณ์ปัญหาภัยธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นในแต่ละภูมิภาค โดย ดร. กาญจน์ เพียรเจริญ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ เปิดเผยว่า พื้นฐานทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้เป้นปัจจัยทำให้เกิดฝนตกชุกและเกิดน้ำท่วมซ้ำ ๆ ทุกปี กลายเป็นโจทย์หลักสำหรับนักศึกษาสถาปัตยกรรมในพื้นที่ได้ฝึกคิด ฝึกออกแบบบ้านที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงาม เหมาะสมต่อบริบทการใช้งานของคนในท้องถิ่น และต้องสามารถรับมือความท้าทายของสภาพแวดล้อมด้วย
ในขณะที่ คุณสันธยา คชสารมณี ประธานกรรมาธิการสถาปนิกล้านนา กล่าวว่า ตลอดช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ภาคเหนือเริ่มเผชิญปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มที่เกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญมาจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งนำไปสู่การเกิดน้ำป่าไหลหลาก เมื่อรวมกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเขตเมืองต้องเผชิญน้ำหลากบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อรูปแบบที่อยู่อาศัยได้เปลี่ยนจาก “บ้านยกพื้นสูง” มาเป็น “บ้านตึก” ที่ไม่สามารถรับมือกับน้ำป่าได้เหมือนในอดีต สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณปกิต ห้างหว้า ประธานกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน กล่าวว่า ปัญหาที่ภาคอีสานเผชิญในวันนี้ไม่ต่างจากภาคเหนือมากนัก เพราะต้องรับมือกับน้ำหลากจากพื้นที่สูงเช่นกัน เดิมทีภาคอีสานมักถูกมองว่าเป็นดินแดนแห้งแล้ง แต่ปัจจุบันภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกลับเป็น “น้ำ” ที่กลายมาเป็นโจทย์ใหญ่ของภูมิภาคนี้
ส่วนภูมิภาคตะวันออกและภาคกลางของประเทศไทย เผชิญความท้าทายที่แตกต่างออกไป คือปัญหาด้านการออกแบบเพื่อการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุณพูลชัย เรืองศิลปานันท์ ประธานกรรมาธิการสถาปนิกบูรพา กล่าวว่า นอกจากปัญหาทางกายภาพจากการรุกล้ำของน้ำทะเลแล้ว สิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ของภูมิภาคนี้คือ “การจัดการพลังงาน” เนื่องจากพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและเมืองหนาแน่น สถาปนิกจึงต้องออกแบบอาคารที่สอดคล้องกับกฎหมายพลังงานและแนวทางการใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ที่สำคัญปัญหาใหม่ที่เริ่มปรากฏขึ้นและท้าทายวิชาชีพสถาปนิก คือการออกแบบบ้านและอาคารให้สามารถรับมือกับภัยจากสงคราม ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนในบริบทของไทย
หลังได้รับฟังความท้าทายที่แตกต่างกันของตัวแทนกลุ่มสถาปนิกมืออาชีพ เวทีเสวนาครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้กับนักเรียนและนักศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดการออกแบบเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ ภายใต้โจทย์การออกแบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลปะกาฮะรัง ได้นำเสนอผลงานที่สะท้อนแนวคิดการปรับตัวและการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและสร้างสรรค์

ต่อยอดภูมิปัญญา สรรสร้างนวัตกรรมออกแบบ เพื่อวันข้างหน้าที่ยั่งยืน
การเสวนาครั้งนี้ปิดท้ายด้วยมุมมองจากมืออาชีพที่คร่ำหวอดในวงการออกแบบมายาวนาน โดยเริ่มจาก คุณพงศกร อ้นประดิษฐ จาก ATTA Studio ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อรับมือกับภัยพิบัติโดยยึดหลักความยั่งยืนเป็นแกนกลาง คุณพงศกรเล่าถึงภาพรวมและแนวคิดของ ATTA Studio ว่ามุ่งเน้นการออกแบบเชิงองค์รวมที่คำนึงถึง 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความปลอดภัย อากาศ น้ำ พลังงาน และอาหาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่หลอมรวมเป็นรากฐานของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ ดังนั้นบริษัทจึงเน้นการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และวิถีชีวิตของผู้คน อาทิ ร้านอาหารที่สร้างจากไม้และเหล็กซึ่งมีโครงสร้างยืดหยุ่นต่อแรงคลื่น พร้อมพื้นที่หลบภัยบนชั้นสอง หรือบ้านพักในพื้นที่อ่าวนางที่ออกแบบให้รับมือน้ำท่วมได้ด้วยระบบกักเก็บน้ำและพลังงานสำรองจากโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้ เขายังเล่าถึงแรงบันดาลใจจากแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแนวทางออกแบบที่ผสานความยั่งยืนเข้ากับการอยู่ร่วมกับระบบนิเวศและการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริง
คุณภัทราวุธ จึงเจริญ จาก NAKA Design Studio จังหวัดหนองคาย ได้นำเสนอกรณีศึกษาจากประสบการณ์จริงในการออกแบบในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ตั้งอยู่บนฐานของการวิจัยผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง เขานำภูมิปัญญาจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของอีสานมาเป็นแกนคิดในการออกแบบ พร้อมต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับยุคสมัย เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับไม้ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดด้านความยั่งยืน และการออกแบบ “สิม” ที่หลอมรวมองค์ความรู้จากอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนทั้งในมิติของวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
จากภาคอีสาน มาสู่ภาคกลางและตะวันออก ผศ. ดร. ศศิธร ศรีเฟื่องฟุ้ง กรรมาธิการกลาง และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พื้นที่บางพระ ได้นำเสนอผลการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคอีสาน ผ่านการออกแบบต้นแบบที่อยู่อาศัยที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก รวมถึงการพัฒนาต้นแบบ ที่ปรับปรุงอาคารเก่าในมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นอาคารประหยัดพลังงานต่ำกว่าศูนย์สุทธิ
จากหลากหลายมุมมองของสถาปนิกทั่วทุกภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่า “การออกแบบ” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น หากแต่เป็นพลังในการปรับตัว รับมือ และฟื้นคืนความสมดุลให้กับชีวิตและสิ่งแวดล้อม เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง การออกแบบบ้าน อาคาร และพื้นที่อยู่อาศัยให้พร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ จึงไม่ใช่แค่การสร้างที่อยู่ แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับผู้คนและโลกใบนี้
