เปิดวิสัยทัศน์ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ปั้นกรุงเทพฯ สู่เมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่
ชูแนวคิด “Smart Enough City” พลิกโฉมเมืองหลวงที่ “น่าอยู่” ไม่ใช่แค่ “เมืองรถติด”
จะดีกว่าหรือไม่ หาก "กรุงเทพมหานคร" เมืองที่ครองสถิติมีผู้เดินทางมาเยือนมากที่สุดในโลก จะไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่ "รถติด" แต่คือมหานครอัจฉริยะที่ "น่าอยู่" อย่างยั่งยืน สำหรับประชากรทุกคนที่อาศัยอยู่จริง นี่คือโจทย์ใหญ่และวิสัยทัศน์ท้าทายที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ยึดเอาความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาช่วยบริหารจัดการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
วิสัยทัศน์ดังกล่าวนับเป็นหัวใจสำคัญของเวทีเสวนาในหัวข้อ “กรุงเทพมหานคร เมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ Bangkok Smart & Livable city” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 ณ SX B2B STAGES AND MORE โดยมี ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ตรงจากผู้ลงมือปฏิบัติจริง

จาก ‘Smart City’ สู่ ‘Smart Enough City’
ดร.ชัชชาติ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพความพยายามของหลายประเทศที่มุ่งพัฒนาเมืองให้เป็น ‘Smart City’ ซึ่งประกอบด้วยคุณสมบัติ 7 ด้าน ทั้งพลเมือง, เศรษฐกิจ, การบริหารภาครัฐ, การสัญจร, พลังงาน, สิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตอัจฉริยะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา คือ ‘ความพร้อม’ ทั้งของคนและเทคโนโลยี
ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่า การพัฒนาเมืองต้องยึด ‘คนเป็นศูนย์กลาง’ ไม่ใช่ ‘เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง’ การใช้งบประมาณมหาศาลนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ ไม่ได้หมายความว่าเมืองจะกลายเป็นอัจฉริยะทันที หากคนยังไม่พร้อม พร้อมยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน เช่น “เราอาจมีป้ายรถเมล์อัจฉริยะ แต่รถเมล์ที่เราใช้บริการมีอายุมากกว่า 30 ปี ปล่อยควันดำ หรือเรามีป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ แต่ถนนกลับเต็มไปด้วยความขรุขระ”
ดังนั้น คำว่า ‘Smart City’ อาจต้องถูกเปลี่ยนเป็น ‘Smart Enough City’ หรือ "เมืองที่ฉลาดพอเหมาะ" โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ให้คำนิยามไว้ว่า “เมืองที่ฉลาดพอเหมาะ คือ เมืองที่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการพัฒนาประสิทธิภาพและความยั่งยืนของเมือง”

แนวคิด "ฉลาดพอเหมาะ" นี้ จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ คือ:
• People Desirable (สิ่งที่เป็นความต้องการของประชาชน)
• Business Viable (ธุรกิจที่ดำเนินการได้ ต้องลงทุนพอเหมาะ)
• Technical Feasible (ความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิค)
กรณีศึกษา: Traffy Fondue ทลายระบบราชการล่าช้า
หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาเมือง คือ การทำงานของ ‘ระบบราชการ’ ดร.ชัชชาติ ยกตัวอย่างความล้าหลังที่เห็นได้ชัด คือ การยื่นคำร้องหนึ่งเรื่องของประชาชน ที่อาจต้องผ่านกระบวนการอนุมัติมากกว่า 7 ลายเซ็นต์ และใช้เวลารอนานกว่า 15 วัน
นี่คือจุดกำเนิดของแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยมีหัวใจหลักคือการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเปรียบเสมือนการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือของทุกคนให้เป็นกล้อง CCTV ที่คอยช่วยแจ้งเหตุให้กับ กทม. เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบราชการที่ใช้เวลานาน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการกระจายอำนาจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการอย่างชัดเจน ข้อมูลระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue มากกว่า 1,081,609 ครั้ง แก้ปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว 874,140 เคส และที่สำคัญคือ สามารถลดระยะเวลาการแก้ไขปัญหาโดยเฉลี่ยจาก 2 เดือน เหลือเพียง 1.9 วัน
เป้าหมาย 2570: กรุงเทพฯ ติด Top 50 เมืองน่าอยู่ของโลก
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีความได้เปรียบในฐานะเมืองที่ติดอันดับ 1 ที่มีผู้เดินทางมาเยือนมากที่สุด แต่ในทางกลับกัน ดัชนีความน่าอยู่ทั่วโลก (Livability Index) ของกรุงเทพฯ กลับอยู่ที่อันดับ 98 (ขณะที่สิงคโปร์ อันดับ 33, กัวลาลัมเปอร์ อันดับ 78) ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า กรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่เหมาะกับการท่องเที่ยวพักผ่อนระยะสั้น แต่ยังไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่แบบถาวร

ด้วยเหตุนี้ กทม. จึงตั้งเป้าหมายที่ท้าทายว่า ภายในปี 2570 กรุงเทพมหานคร จะต้องเป็นเมืองน่าอยู่ 1 ใน 50 อันดับแรกของโลก
การจะไปถึงจุดนั้นได้จริง จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาในหลายมิติ โดยเฉพาะการเพิ่มความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) , การนำระบบ AI มาใช้ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ และใช้กล้อง AI CCTV เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน

การเสวนาครั้งนี้สรุปทิ้งท้ายว่า การที่ทุกภาคส่วนตระหนักและร่วมมือกันสร้าง กทม. ให้เป็น ‘Smart Enough City’ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายให้ประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร , เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคธุรกิจเติบโต และนำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต