ธุรกิจไทยต้องเร่งปรับตัว เมื่อ ‘กฎหมายความยั่งยืน’ ของยุโรป กลายเป็นกำแพงการค้าใหม่ที่พุ่งเป้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
ในงาน SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน บน เวที SX TALK STAGE ในหัวข้อ “ธุรกิจไทยพร้อมแค่ไหน กับ กฎหมายความยั่งยืน ทั้งห่วงโซ่อุปทาน” ดร. พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยและเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้มาแบ่งปันความรู้และเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวรับมือกับแรงกดดันด้านความยั่งยืนจากภายนอก โดยเฉพาะกฎหมายความยั่งยืนของสหภาพยุโรป (EU) อย่าง Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปต้องตรวจสอบความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน กฎหมายนี้กำลังจะกลายเป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีที่เพิ่มอุปสรรคทางการค้า และส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทยที่เชื่อมโยงกับตลาดส่งออกอันดับ 4 ของประเทศโดยตรง

ดร. พิมพ์นารา ระบุว่า ประเด็นความยั่งยืนถือเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีเป้าหมายใหญ่ในการก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมาย Net Zero ภายใน 15 ปีถัดไป แม้ในประเทศจะมีแรงขับเคลื่อนจากกฎหมายภายใน เช่น Thailand Taxonomy เฟส 1 และ 2, กฎหมาย Carbon Tax ที่กำลังรอการบังคับใช้, และ พ.ร.บ. Climate Change ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่แรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรปนั้น ทวีความรุนแรงมากขึ้น

EU ใช้กฎหมายความยั่งยืนเป็น ‘กำแพงการค้า’ ใหม่
มาตรการความยั่งยืนจากต่างประเทศที่ไทยต้องเผชิญสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:
1. กลุ่มกฎหมายลดคาร์บอน: เช่น CBAM (ภาษีคาร์บอนสินค้าเข้า), และ CORSIA (สำหรับภาคการบิน)
2. กลุ่มกฎหมายห่วงโซ่อุปทาน: เช่น EUDR (กฎการต่อต้านการทำลายป่า) ซึ่งกระทบอุตสาหกรรมยางพารา และ CSDDD ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ล่าสุดที่เน้นการตรวจสอบตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
เจาะลึก CSDDD: ตรวจสอบยันต้นน้ำ
CSDDD กำหนดให้ บริษัทขนาดใหญ่ในยุโรป ต้องตรวจสอบความยั่งยืนในสองด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบนี้มีความละเอียดสูงที่เรียกว่าการทำ Due Diligence ซึ่งหมายความว่าบริษัทเหล่านี้จะต้องรู้แบบ "ทะลุปรุโปร่ง" ว่าคู่ค้าและซัพพลายเออร์ของตนเองปฏิบัติงานตามมาตรฐานหรือไม่

ขอบเขตผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก CSDDD แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก:
1. บริษัทสัญชาติยุโรปขนาดใหญ่: มีรายได้ทั่วโลกเกิน 450 ล้านยูโรต่อปี และมีพนักงานเกิน 1,000 คน (เช่น Volkswagen, Siemens, IKEA)
2. บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในยุโรป: มีรายได้เกิน 450 ล้านยูโรต่อปี (เช่น Apple, Amazon, Toyota, Samsung, Microsoft) รวมถึงบริษัทไทยที่ไปลงทุนใน EU และมีรายได้ในยุโรปเกินเกณฑ์นี้
3. บริษัทแฟรนไชส์: ที่มีรายได้ทั่วโลกเกิน 80 ล้านยูโร และมีค่าแฟรนไชส์เกิน 22.5 ล้านยูโร (เช่น McDonald’s, Burger King)
กฎหมาย CSDDD ได้เริ่มมีการนำมาใช้แล้วแต่ยังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยจะเริ่มบังคับใช้กับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในปี 2026
ธุรกิจไทยหนีไม่พ้นการถูกตรวจสอบย้อนกลับ
แม้บริษัทไทยจำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ที่ต้องปฏิบัติตาม CSDDD โดยตรง แต่ ดร. พิมพ์นารา ย้ำว่า เราจะโดนคู่ค้าในยุโรปมาตรวจสอบ หากธุรกิจไทยส่งออกสินค้าไปขายในยุโรปและสินค้าเหล่านั้นไปอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างร้านของบริษัทขนาดใหญ่ใน EU สุดท้ายแล้วบริษัทไทยก็ต้องตรวจสอบและรายงานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนเช่นกัน การตรวจสอบย้อนกลับ (upstream inspection) จะขยายไปถึงผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
ความเสี่ยงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย:
• ต้นทุนสูงขึ้น: ธุรกิจไทยอาจมีต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้นจากการต้องตรวจสอบและปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานให้ได้มาตรฐาน
• สูญเสียส่วนแบ่งตลาด: หากไม่ผ่านเกณฑ์ จะไม่สามารถส่งสินค้าไปขายได้ และจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไป
ตลาดสหภาพยุโรปมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไทย โดยเป็น ตลาดส่งออกใหญ่อันดับ 4 และไทยยังไปลงทุนในยุโรปมากเป็น อันดับ 3 มูลค่ารวมของส่วนที่อาจมีความเสี่ยง (Exposure) ต่อกฎหมายนี้รวมกันประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.6 ล้านล้านบาท
อุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับผลกระทบสูง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ ดร. พิมพ์นารา คาดการณ์ว่ามีแนวโน้มได้รับผลกระทบจาก CSDDD ค่อนข้างสูง ได้แก่:
• สินค้าไฮเทคและยานยนต์: ไทยเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ต้องตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งวัตถุดิบที่อาจนำเข้าจากต่างประเทศ และต้องมั่นใจว่าวัตถุดิบ เช่น แร่โลหะ ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• ยางพารา: มีความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในการทำสวนยาง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า
• อาหาร (โดยเฉพาะประมง): เคยมีบทเรียนจากประเด็น IUU (การทำประมงที่ไม่ยั่งยืน) ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าประมงไทยใน EU ลดลงอย่างมากจาก 7% เหลือเพียง 1%.
• สิ่งทอ: เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ความท้าทายจะอยู่ในแง่ของมาตรฐานแรงงานและการละเมิดสิทธิมนุษยชน (เช่น การใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานเด็ก)
• อัญมณี: คล้ายกับไฮเทค ความท้าทายอยู่ที่สินค้าต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่
• ค้าปลีก: ภาคบริการนี้ต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบสินค้าหลายประเภทตลอดห่วงโซ่อุปทานของซัพพลายเออร์ทั้งหมด

แนวทาง 4C สำหรับการรับมือ
เพื่อพลิกความท้าทายให้เป็นโอกาส ธุรกิจไทยควรใช้แนวทาง 4C ในการรับมือ:
1. Collect (เก็บรวบรวมข้อมูล): เก็บข้อมูลของตนเองและเริ่มรวบรวมข้อมูลของคู่ค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
2. Check (ตรวจสอบ): ตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอยู่ในจุดใดของห่วงโซ่อุปทาน
3. Change (ปรับเปลี่ยน): เมื่อพบความเสี่ยง ต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติตามกฎแรงงานที่ดีขึ้น อาจรวมถึงการหาซัพพลายเออร์ใหม่
4. Capture (คว้าโอกาส): หากสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ ธุรกิจไทยจะมีโอกาสทางการค้าและการลงทุนมากขึ้น และอาจสามารถคว้าส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งที่ไม่สามารถปรับตัวได้
ดร. พิมพ์นารา สรุปทิ้งท้ายว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำแพงภาษี ขณะที่ยุโรปใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมในการกีดกันทางการค้า เป็นบริบทของการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ธุรกิจใดที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ทั้งสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนได้ จะสามารถ พลิกความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาส ในการขยายธุรกิจสู่ตลาด EU และตลาดอื่น ๆ ที่อาจมีระเบียบคล้ายกันในอนาคต