SX2025 CEO Panel ทางรอดและโอกาสธุรกิจไทย ในยุค Deglobalization
ท่ามกลางกระแส Deglobalization ที่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (re-shape) เศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ในเวทีสัมมนา TSCN Business Partner Conference และ CEO Panel ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) ซึ่งเป็นเวทีที่รวมเอาผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรธุรกิจชั้นนำของไทยถึง 4 ท่าน ได้แก่ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มาร่วมแลกเปลี่ยน “มุมมองเชิงกลยุทธ์” ต่อการขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลาง “การเปลี่ยนแปลงระดับโลก” ผู้เข้าร่วมได้เห็นมุมมองของผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งในด้านการรับมือความท้าทายและการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ จากพลวัตเศรษฐกิจโลก

วิสัยทัศน์ผู้นำ: กลยุทธ์ฝ่าพายุเศรษฐกิจโลก
คว้าโอกาสในโลกสองขั้ว พลิกไทยสู่ ‘ฮับนวัตกรรมและคนเก่ง’
คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด วิเคราะห์ว่า “โลกได้เข้าสู่ยุค “สองขั้วมหาอำนาจ” อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งสร้างโอกาสมหาศาลจากกระแส “China+1” ที่บริษัททั่วโลกย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอีวี อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คุณศุภชัยได้ตั้งคำถามสำคัญที่ท้าทายความพร้อมของประเทศว่า “ไทยมีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอหรือไม่” เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าสูงถึง 1,000-3,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ 15 ปีที่ผ่านมาไทยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาจึงเสนอให้ไทยต้องเดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์หลักพร้อมกัน คือ 1) เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและผลักดันประเทศสู่ Green Finance Hub เพื่อดึงดูดการลงทุน 2) เปลี่ยนองค์กรเอกชนให้เป็น “ห้องทดลองนวัตกรรม” ที่เชื่อมโยงกับสตาร์ทอัพและมหาวิทยาลัย เพื่อใช้ประโยชน์จากคนรุ่นใหม่ที่เป็น “AI-native” และ 3) เปิดประเทศดึงดูดบุคลากรระดับโลก (Global Talent) โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่มีแรงงานคุณภาพสูงถึง 2 ล้านคน ซึ่งหากไทยทำได้ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่อย่างรวดเร็ว พร้อมแนะนำผู้บริหารให้เปลี่ยน “ทริปท่องเที่ยวเป็นทริปเรียนรู้” เพื่อเปิดวิสัยทัศน์นอกประเทศ เพราะนั่นคือกุญแจสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกมองหา”

สร้างภูมิคุ้มกันให้ซัพพลายเชน และเปลี่ยนอนุมัติ BOI ให้เป็นการลงทุนจริง
คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เจาะลึกถึงความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานที่เปรียบเสมือน “Perfect Storm” โดยชี้ว่า “นโยบายอย่าง Transshipment Policy ของสหรัฐฯ ที่อาจปรับเกณฑ์สัดส่วนวัตถุดิบท้องถิ่นจาก 40% เป็น 60% ได้ตลอดเวลา ถือเป็นความไม่แน่นอนที่น่ากังวลที่สุด ผู้ประกอบการจึงต้องเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบระยะสั้น (Transactional) ไปสู่การสร้างความร่วมมือระยะยาว (Collaboration) และยกระดับสู่ “Green Supply Chain” เพราะ ESG ได้กลายมาเป็น “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ (License to Play)” ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขบังคับในตลาดโลก สำหรับการปรับตัวของ SCG คือการใช้ Go Together Platform เพื่อแบ่งปันทั้งบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวให้กับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย และอีกหนึ่งข้อเสนอที่สำคัญอย่างยิ่งต่อภาครัฐคือ ต้องเร่งผลักดันเม็ดเงินอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท ให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งหากทำได้เพียง 1 ล้านล้านบาท ก็จะสามารถสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนประเทศไปได้อีก 10-20 ปี พร้อมให้กำลังใจว่าถึงจะมีความท้าทาย แต่ไทยและอาเซียนยังคงเป็น Bright Spot ของเศรษฐกิจโลก”

จาก ‘แข่งขัน’ สู่ ‘ความร่วมมือ’ และพลังของคนรุ่นใหม่
คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โลกกำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Localization ที่มหาอำนาจหันมาปกป้องผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “Politics is local but business is global.” ในฐานะผู้นำองค์กร ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็ว หรือ “Making Good Decisions, Quickly” ท่ามกลางปัจจัยที่ซับซ้อน เพราะสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็งในอดีตอาจกลายเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน แต่หากไม่กล้าเปลี่ยนแปลงก็อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น ธุรกิจไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแข่งขันกันเอง มาสู่การจับมือกันสร้าง Consortium ที่แข็งแกร่งเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก โดยคุณฐาปนได้ยกตัวอย่างที่น่าคิดว่า “มหาวิทยาลัยไทยยังลงนาม MOU กับต่างประเทศมากกว่าระหว่างกันเอง” ซึ่งสะท้อนว่าความร่วมมือภายในประเทศยังน้อยเกินไป นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงการเปิดใจรับฟัง คนรุ่นใหม่ ที่เป็นพลังขับเคลื่อนเรื่อง ESG อย่างแท้จริง และมองว่าการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-WBG ในปี 2569 คือโอกาสสำคัญในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำระดับโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในทุกมิติ”

เมื่อโลกไร้กติกา องค์กรต้อง ‘ง่าย คล่องตัว และเร็ว’ ที่สุด
คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สะท้อนภาพความผันผวนของโลกธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยยอมรับว่า “ 5 ปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยวิกฤตซ้อนวิกฤต จนทำให้ “ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอด 37 ปีแทบใช้ไม่ได้เลย” จากการที่บริษัทพึ่งพารายได้จากต่างประเทศถึง 90% (สหรัฐฯ 40%, ยุโรป 30%) โดยเฉพาะนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ถือเป็น “Wake up Call” ครั้งสำคัญที่ฉีกทุกกติกาการค้าโลกที่เคยมีมา สิ่งนี้บังคับให้ไทยยูเนี่ยนต้องปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้กลยุทธ์ “Simpler, Leaner, and Faster” (ง่ายขึ้น คล่องตัวขึ้น และเร็วขึ้น) เพื่อให้องค์กรมีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ เขาเปรียบสถานการณ์ช่วงนี้ว่าเหมือนภาพยนตร์ที่ “ตอนจบพระเอกอาจไม่ตาย แต่ก็สะบักสะบอม” และเน้นว่าในโลกที่การค้ากลายเป็นการเมือง บทบาทของรัฐบาลในการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังที่เห็นจากความสำเร็จในการเจรจาลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลงมาได้ พร้อมฝากถึงผู้ประกอบการไทยว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเร่งหาตลาดใหม่และผลักดันการเจรจา FTA กับคู่ค้าสำคัญอย่างสหภาพยุโรปให้สำเร็จ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ในระยะยาว”

บทสรุปจากเวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า กุญแจสำคัญในการนำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกนั้น อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและความร่วมมือ อนาคตของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงจากภายใน ความเพียรที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤต และเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่บทต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน


