“กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นด่านหน้าของการรับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของธรรมชาติ
เพราะพวกเขาใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ เสียงของพวกเขาจึงเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดที่ต้องรับฟัง
เพื่อจัดการกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหาในประเทศไทยให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด”
(Mr. Renaud Meyer UNDP Resident Representative to Thailand)

บนเวทีเสวนา เรื่อง CLIMATE ACTION: VOICES FROM THE COMMUNITY ซึ่งจัดขึ้นภายในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อปลายเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา เริ่มต้นด้วยปาฐกถาจาก Mr. Renaud Meyer UNDP Resident Representative to Thailand มีสาระสำคัญกล่าวถึงการรับฟังเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขาดำรงชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างแนบชิด ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาอย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงต้องเกิดขึ้นเพื่อช่วยกัน เริ่มต้นจากการฟังเสียงด่านหน้าก่อน ถึงวิธีการรับมือ จัดการ กับปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านวิถีของพวกเขา (กลุ่มชาติพันธุ์)

บนเวทีเสวนานี้ ยังได้รับเกียรติจาก คุณณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ มาร่วมปาฐกถาจากมุมมองของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเป็นตัวแทนเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ โดยมีสาระสำคัญว่า ผู้คนต้องตระหนักและตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดขึ้นได้แล้ว ซึ่งเป็นผลจากการกระทำของพวกเราเองต่อโลกและสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาที่ภาคประชาชนกับภาครัฐต้องร่วมมือกัน สร้างความเข้าใจและไร้อคติต่อกัน โดยเฉพาะมุมมองต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะจำเลยผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากวิถีพึ่งดิน เมื่อการเผาและทำไร่หมุนเวียนถูกสังคมเมืองโทษว่าเป็นผู้ก่อปัญหา แล้วรัฐมีนวัตกรรมอะไรที่ช่วยให้กลุ่มชาติพันธุ์ทำการเกษตรให้เหมาะสมขึ้นได้บ้าง เวลาเกิดไฟป่าขึ้นมา กลุ่มชาติพันธุ์ก็ต้องรับผลกระทบ เสียชีวิตโดยไม่มีอะไรรองรับหรือดูแล ซึ่งคุณณัฐพล เรียกร้องให้ภาครัฐ ให้ความสนใจกลุ่มชาติพันธุ์ให้มากขึ้น ในแง่การดูแลในฐานะพลเมืองของประเทศ เพื่อที่จะได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง

คุณปรีดา คงพันธุ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์มีภูมิปัญญาและวิถีวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกับป่าอยู่แล้ว เรียกว่า “กินน้ำรักษาน้ำ อยู่กับป่ารักษาป่า” แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือ จะทำอย่างไรให้แนวทางการจัดการของภาครัฐสอดคล้องกับวิถีของชุมชน เพราะทุกวันนี้ไม่สอดคล้องกัน คุณปรีดาให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีโครงการและกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงพัฒนาจากทางภาครัฐต่าง ๆ มากมาย คิดขึ้นเพื่อการรักษาธรรมชาติ แต่ไม่ได้คำนึงความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กรณีไร่หมุนเวียน เป็นภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง แต่ในการบังคับใช้นโยบายของรัฐไม่ให้ทำ ทั้ง ๆ ที่ไร่หมุนเวียนไม่ส่งผลต่อการเกิดโลกร้อน พอไม่ให้ทำไร่หมุนเวียน ก็บังคับให้ชาวบ้านต้องใช้สารเคมีไปโดยปริยาย ทำให้เปลี่ยนวิถีดั้งเดิมเดิมที่ดีต่อธรรมชาติอยู่แล้ว ต้องไปทำวิถีใหม่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่คุณปรีดาหยิบยกขึ้นมาอีกประเด็น คือเรื่องสิทธิในพื้นที่ชุมชน หลายครั้งที่มีเอกชนเข้าไปทำโครงการปลูกป่าในพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นการรบกวนวิถีวัฒนธรรมตามสิทธิชุมชน กรณีชุมชนหนองตาดั้ง ราชบุรี หากมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ ชุมชนจะต้องย้ายออก หรือกรณีการถูกฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล กรณีเหล่านี้ภาครัฐต้องให้ความสนใจและพิจารณาอย่างถูกต้องเหมาะสม

ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ก่อตั้งกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม ทำงานเรื่องป่าชุมชน ความมั่นคงอาหาร และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเชื่อมกับทุกเรื่องในวิถีการดำรงชีวิตมนุษย์ ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมีปัจจัยสำคัญมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการแก้ปัญหา นอกจากจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้แล้ว การจัดการปัญหาของผู้ได้รับผลกระทบ และการวางแนวทางในการรับมือก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องคำนึงถึงด้วย
ดร.กฤษฎา ได้ให้ภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันว่า ชุมชนท้องถิ่นปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าคนเมือง แต่กลับถูกเรียกร้องให้ปรับวิถีชีวิตมากกว่าคนเมือง เช่นเดียวกับแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐที่หวังใช้คาร์บอนเครดิตเป็นทางแก้ แต่คาร์บอนเครดิตกลับกลายเป็นปัญหาเสียเอง อันเนื่องมาจากการที่ภาคเอกชนใช้เพื่อหวังผลทางธุรกิจมากกว่าการคำนึงถึงผลในการเปลี่ยนแปลงปัญหาสภาพอากาศอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ดร.กฤษฎา ยังให้ข้อมูลว่า ต้นตอของก๊าซเรือนกระจกมาจากภาคธุรกิจพลังงานและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 70% ภาครัฐจึงควรให้ความสนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานสะอาดที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือในกรณีพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินและเขื่อน หากรัฐมีนโยบายสนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์ในรูปแบบสวัสดิการสำหรับประชาชน จะช่วยให้การจัดการพลังงานดีขึ้นทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อมได้ แต่หากไม่ลดเรื่องพลังงานที่เป็นต้นตอก๊าซเรือนกระจกกว่า 70% ต่อให้ปลูกป่าได้ทั้งประเทศก็ลดเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ แถมเราก็จะวิ่งหาการปลูกป่า ก่อผลกระทบเรื่องสิทธิทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์อีก เป็นปัญหาไม่รู้จบ
คุณเกรียงไกร ชีช่วง ผู้แทนจากเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม สะท้อนเสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในประเด็นอคติที่ภาครัฐมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองว่า ระบบปลูกพืชหมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธุ์เดิมนั้นเป็นวิถีวัฒนธรรมที่สมดุลและสร้างผลที่ยั่งยืนกว่า แต่ปัญหาคือคติจากทั้งทางภาครัฐและการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจจากภาคเอกชนก่อให้เกิดปัญหาการไล่ที่และปลูกป่าในพื้นที่ทำกิน ปฏิบัติการ “การฟอกเขียว” (Green washing) เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจนั้นสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าวิถีดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงอย่างเทียบกันไม่ได้ ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องยอมรับการเปลี่ยนวิถี ต้องเสียสละ บางทีก็ถูกการท่องเที่ยวเอาเปรียบ สุดท้าย ก็ต้องออกจากพื้นที่ แตกสลายทางวัฒนธรรม เพราะไม่ได้ดำรงวิถีแบบเดิม อาจต้องถูกดำเนินคดี และกลายเป็นจำเลยของสังคมไป
“เราถูกไม่ไว้ใจมาตลอด แต่วันนี้ถ้าเราจะขอไม่ไว้ใจบ้าง…
สีเขียวที่ว่าทุนจะลงมาในพื้นที่ของเราเนี่ย พี่น้องจะได้ประโยชน์จริงไหม
หรือภาวะโลกร้อนที่เราว่าเนี่ย อุณหภูมิจะลดลงจริงหรือ เพราะรูปแบบการผลิตยังคงเดิม แต่ลดการใช้แค่นั้นเอง”
คุณเกรียงไกร ชีช่วง ผู้แทนจากเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
คุณเกรียงไกร เสนอบนเวทีเสวนาว่า จากกรณีที่กล่าวมา ภาครัฐควรต้องเปิดใจ ปรับ mindset ใหม่ที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และต้องให้ประชาชนไปเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างจริงจังให้ได้ ส่วนภาคเอกชนเอง ก็ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่คิดถึงแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และต้องร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนโดยตรงอย่างจริงจัง ส่วนพี่น้องชาวกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์ ถึงเวลาที่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และลุกขึ้นมาขับเคลื่อนอุดมการณ์ “รักษาส่วนใหญ่ ใช้ส่วนน้อย เพื่อคนทั้งโลก”

"ระบบนิเวศ และผืนป่า คือหลักประกันความมั่นคงของเผ่าพันธุ์เราทุกคน ทั้งในตอนนี้และในอนาคต”
คุณภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เสนอแนวทางจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศผ่านกลไก 3 ภาคส่วน เริ่มจากภาครัฐ ในฐานะผู้กำหนดนโยบายการจัดการแก้ปัญหา ต้องกำหนดนโยบายให้เหมาะสมบนพื้นฐานความรู้ทางวิชาการ คุณภาณุเดชมองว่า หากกลัดกระดุมผิดเม็ด ปัญหาโลกร้อนอาจไม่ถูกแก้ไข หากเราอยากลดโลกร้อน แต่กลายเป็นสุดท้ายทุกคนมุ่งทำเพียง Carbon trading โลกก็จะยังคงร้อนอยู่ คุณภาณุเดชจึงเสนอว่า รัฐควรจริงจังกว่านี้ คิดให้รอบคอบกว่านี้ในการออกนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อม มีความจริงใจ และชัดเจนในเป้าหมาย ส่วนของภาคธุรกิจ ก็ต้องทำตามนโยบายรัฐ คิดว่าสิ่งที่รัฐออกแบบคือใช่ แต่จริง ๆ แล้วเหมาะสมหรือไม่ พื้นที่ ๆ มีคนใช้งานอยู่แล้วกลายเป็นที่ปลูกป่า หรือการสร้างฝายที่กระทบกับระบบภูมินิเวศเดิม ก็ทำไปเพราะขาดการทบทวนความรู้วิชาการอย่างจริงจัง ภาคเอกชนจึงควรใส่ใจกับกระบวนการนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ CSR เพียงอย่างเดียว ส่วนภาคประชาชน ดูเหมือนคนทั่วไปยังไม่รู้สึกตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะคนเมือง ไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบ ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำรงชีวิตอิงแอบกับธรรมชาติโดยตรงกลับได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมมากกว่า ซึ่งสิ่งสำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศให้กับสังคมมากขึ้น
สุดท้ายแล้ว การไปให้ถึงเป้าหมายของการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไม่เพียงต้องให้ความสำคัญกับวิธีการที่ถูกต้องแล้ว ยังต้องหมั่นประเมินความสมเหตุสมผลของสิ่งที่ทำอยู่ ว่าส่งผลดีหรือลบ และเกิดประโยชน์ต่อส่วนสิ่งแวดล้อมจริงหรือไม่ด้วย
Speaker: Mr. Renaud Meyer UNDP Resident Representative to Thailand
คุณณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์
คุณปรีดา คงพันธุ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ก่อตั้งกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม
คุณเกรียงไกร ชีช่วง ผู้แทนจากเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
คุณภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
หัวข้อ: CLIMATE ACTION: VOICES FROM THE COMMUNITY
วันที่ 28 กันยายน 2565 เวที Talk Stage
สามารถรับชมในรูปแบบวิดีโอได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=v3e9rAxa4N4&t=11s