“พื้นที่สีเขียว” หรือ Green space คือ พื้นที่ใด ๆ ก็ตามที่มีพืชพรรณขึ้นปกคลุม ทั้งในเขตเมืองและนอกเมืองที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากพื้นที่สีเขียวนี้ แต่เป็นระบบนิเวศทั้งระบบที่จะได้รับประโยชน์ด้วย
ความท้าทายสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมือง คือการทำอย่างไรจึงจะสร้างพื้นที่ที่เป็นมากกว่าแค่การปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ แต่สามารถเป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าไปใช้บริการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งการพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย และเสริมสร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้กับเมือง รวมทั้งยังเป็นปอดของเมืองช่วยเพิ่มก๊าซออกซิเจน ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดอุณหภูมิความร้อนที่ทวีความรุนแรงไปพร้อม ๆ กับช่วยกรองฝุ่นละอองและลดมลพิษที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้
ในวงเสวนาเรื่อง “Bangkok Green Link” บนเวที Talk Stage ภายในงาน Sustainability Expo 2022 ได้รับเกียรติจาก คุณอนันตา อินทรอักษร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees Project คุณยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ we!park คุณปารีณา ประยุกต์วงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Bangkok Rooftop Farming และคุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง มาร่วมอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพัฒนา Green Space โดยมี คุณถวัลย์ วงษ์สวรรค์ เจ้าของและผู้ดำเนินรายการบ้านและสวน The renovation เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง Urban Design and Development Center (UDDC) ให้ข้อมูลว่า ขนาดพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมแนะนำโดยองค์การอนามัยโลกคือ มีอย่างน้อย 9 ตร.ม.ต่อคน ซึ่งพื้นที่สีเขียวโดยรวมต่อคนในกรุงเทพมหานครมีอยู่ที่ประมาณ 7.6 ตร.ม. นับว่าต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ในขณะที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างปารีส มีอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อคนอยู่ที่ประมาณ 13 ตร.ม. นอกจากนี้ มีข้อมูลว่าระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมืองควรเข้าถึงสวนสาธารณะได้ภายใน 15 นาที หรือ 400 เมตรจากที่พักอาศัย แต่ปัจจุบันพบว่า ระยะทางเฉลี่ยสำหรับผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ต้องใช้เวลามากถึง 45 นาที ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ห่างจากพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยถึง 5 กม. สิ่งท้าทายคือเราจะสร้างพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมแบบไหนขึ้นมาได้บ้าง ให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่อยู่ใกล้ ไม่ต้องใหญ่แต่ดีต่อใจขึ้นมาแทน
แนวความคิดนี้สอดคล้องกับกลุ่ม we!park ซึ่ง คุณยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม แลกเปลี่ยนมุมมองว่า ในขณะที่สวนสาธารณะอาจเป็นความฝันของคนชั้นกลาง แต่คนหาเช้ากินค่ำจะเอาเวลาไหนมาพักผ่อนในสวนสาธารณะ ดังนั้น การสร้างสวนสาธารณะอาจไม่ใช่แนวทางหลักอีกต่อไป แต่พื้นที่รกร้างที่ไม่ได้ใช้ อาจสามารถเปลี่ยนแปลงมาเป็นพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงคนได้มากขึ้นกว่าเดิมได้

“เราทำไปแล้ว 5 พื้นที่ เป็นที่ดินที่เอกชนบริจาคมา มีการระดมทุนจากเทใจและเชื่อมโยงกับกทม. ทำงานกับน้อง ๆ จากจุฬาฯ ถ้าเอกชนร่วมด้วยช่วยกัน จะทำให้คนเมืองมีสวนเล็ก ๆ มากขึ้น ถ้าจะให้พื้นที่สีเขียวเกิดได้จริงและรวดเร็ว พลังต้องมาจากทุกคน พื้นที่สีเขียวคิดแบบแยกส่วนไม่ได้ ถ้าเรามีองค์ความรู้ เงินทุนสนับสนุน มีสำนักเขตและชุมชนดูแล เราต้องมีคนทำงานรับผิดชอบด้านกล้าไม้ และการดูแลสวนด้วย”
นอกจากมุมมองในเชิงการพัฒนาพื้นที่แล้ว ปัจจัยสำคัญของการสร้างพื้นที่สีเขียวคือการจัดการกับต้นไม้ คุณอนันตา อินทรอักษร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees Project กล่าวว่า “ต้นไม้ต้องดูแลให้ถูกวิธี ถ้าเราไปบั่นยอดเพื่อลดความเสี่ยงการติดสายไฟ การบั่นยอดจะทำให้เกิดกิ่งกระโดง รุกขกรหลายคนสอนเราว่า จะตัดแต่งต้นไม้ ไม่ใช่แค่ตัด ต้องเข้าใจธรรมชาติต้นไม้” นอกจากเรื่องดูแลตัดแต่ง ทาง Big Trees Project ยังได้ดำเนินการทำทะเบียนต้นไม้ เพื่อจะรู้ถึงจำนวนประชากรต้นไม้ โดยเปิดให้คนทั่วไปมาลงทะเบียนผ่านออนไลน์ ซึ่งคุณอนันตา บอกว่า ต่อไปก็จะรู้ว่า ต้นไม้จะได้รับการดูแลและทำศัลยกรรมเมื่อไหร่


คุณปารีณา ประยุกต์วงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Bangkok Rooftop Farming ตัวแทนจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่พัฒนาโมเดลธุรกิจฟาร์มบนดาดฟ้า โดยใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ให้คนเมืองและทำมาอย่างต่อเนื่อง เล่าถึงฟาร์มแรกที่ทำบนห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ว่า “ก่อนโควิดมีเศษอาหารประมาณ 200 กิโลกรัมต่อวัน เราไปคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา) ปีหนึ่งกำจัดเศษอาหารได้ 22 ตัน แต่เจ้าของไม่เคยเคลม ถ้าเอาขยะเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมัก จะมีโมเดลธุรกิจแบบไหนที่จะสร้างมูลค่าและทำให้เอกชนอยากทำเรื่องนี้ ฟาร์มเล็ก ๆ 200 ตารางเมตรที่ดาดฟ้าเซ็นเตอร์วัน เราสามารถปลูกผักได้ 240 กิโลกรัมต่อเดือน เราจัดการขยะอาหารได้หมด”
ที่ผ่านมา กลุ่ม Bangkok Rooftop Farming ทำฟาร์มดาดฟ้า 19 ฟาร์มทั่วกรุงเทพมหานคร ในช่วงสองปีสามารถจัดการขยะอาหารได้ถึง 220 ตัน คุณปารีณากล่าวว่า “กรุงเทพฯ มีตึกประมาณ 1,280 ตึก ขอเพียง 10 % นำมาทำฟาร์มดาดฟ้า ปีที่ผ่านมาทำไป 2 ไร่ ถ้าเราตั้งเป้าไว้ 5 ปี อีก 4 ปีที่จะถึงจะมีวิธีทำให้พื้นที่ดาดฟ้าได้ใช้ประโยชน์อย่างไรบ้างฟาร์มดาดฟ้าเป็นเสมือนโอเอซิสของชีวิต ปีนี้พวกเรากำลังจะทำเรื่องดอกไม้กินได้เป็นฟาร์มแรก เมื่อไม่นานมีร้านค้าในซอยทองหล่อมาบอกว่า ให้ช่วยปลูกดอกไม้กินได้ให้อาทิตย์ละ 500 กรัม ทุกวันนี้ ฟาร์มของเรา 200 ตารางเมตร มีนกเขาสามตัวแล้ว ตอนนี้เราให้เด็กประถมมาเรียนรู้เรื่องหนอน ไส้เดือน ในแปลงผัก เด็กๆ ไม่เคยเจอแบบนี้”
บนเวทีเสวนา เราได้เห็นตัวอย่างของปฏิบัติการสีเขียว ตั้งแต่ระดับใหญ่ผ่านการออกแบบพัฒนาเมือง มาถึงการพัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียว ให้คนเข้าถึงได้ง่ายและมีจุดให้เข้าถึงได้มากขึ้น มีการคำนึงถึงการดูแลสุขภาพและจัดระบบต้นไม้ในเมืองใหญ่อย่างเหมาะสม ไปจนถึงการสร้างไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ต่อพื้นที่สีเขียวอย่างการทำฟาร์มบนดาดฟ้าตึก เหล่านี้ล้วนเป็นต้นแบบของกระบวนการสร้าง Bangkok Green Link ให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองสีเขียว ที่ซึ่งผู้คนและระบบนิเวศทั้งระบบจะได้รับประโยชน์ในการดำรงชีวิตอย่างสูงสุด
Speaker: คุณอนันตา อินทรอักษร ผู้ร่วมก่อตั้ง Big Trees Project
คุณยศพล บุญสม ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ “we!park”
คุณอดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง
คุณปารีณา ประยุกต์วงศ์ Co-Founder of Bangkok Rooftop Farming
หัวข้อ: Bangkok Green Link
วันที่ 27 กันยายน 2565 เวที Talk Stage
สามารถรับชมในรูปแบบวิดีโอได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=NQ3G-7ymAkQ