ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบัน คำว่า “ความยั่งยืน” กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทุกกิจการต้องเผชิญและปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก การตัดสินใจว่า “จะทำหรือไม่ทำ” เรื่องความยั่งยืนจึงไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นที่เกี่ยวพันทั้งกับการอยู่รอดและการเติบโตในอนาคต คุณสิรวิชญ์ บุญสร้าง Corporate Relationship Officer จากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand - GCNT) มาถ่ายทอดแนวคิดและองค์ความรู้เพื่อจุดประกายให้ SME ตระหนักถึงความสำคัญของการก้าวเข้าสู่โลกของความยั่งยืน ในหัวข้อ “GCNT – SPARK: Igniting Sustainable Growth for SMEs” ณ SX IDEA LAB ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025
คุณสิรวิชญ์ได้ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่าความยั่งยืนในภาคธุรกิจนั้นคือการทำวันนี้ให้ดีที่สุดโดยไม่ทำร้ายอนาคต และในเชิงธุรกิจ นี่คือการมองเกมยาว วางแผนล่วงหน้า 10-30 ปี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สิ่งแวดล้อมและสังคมไปพร้อมกัน สำหรับ SMEs การเริ่มต้นอาจดูซับซ้อน แต่ความจริงแล้วสามารถทำได้จากสิ่งใกล้ตัว เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดขยะจากการผลิต หรือการจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจุดเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยย้ำว่า “การทำวันนี้ให้ดี โดยไม่ทำร้ายอนาคต คือแก่นของความยั่งยืนในบริบทของธุรกิจ”

คุณสิรวิชญ์ยังได้สะท้อนให้เห็นแรงกดดันที่กำลังเข้ามากระทบ SMEs จากรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบใหม่ ๆ ของโลกที่เข้มงวดขึ้น และยังมีแรงกดดันจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องตอบสนองต่อนักลงทุนในเรื่อง ESG ความกดดันนั้นย่อมถูกส่งผ่านไปยังซัพพลายเออร์ซึ่งก็คือ SMEs ที่หากไม่เริ่มต้นปรับตัวตั้งแต่วันนี้ โอกาสทางการค้าก็อาจหลุดลอยไป แต่ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้กลับมีโอกาสรออยู่ งานวิจัยจาก PwC ในปี 2024 พบว่าผู้บริโภคทั่วโลกยอมจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 10% ให้กับแบรนด์ที่ใส่ใจกับความยั่งยืนและผลิตสินค้าบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หมายความว่าการลงทุนในความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการสร้างคุณค่าและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับ SME โดยตรง
เพื่อให้ SME ไทยสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม GCNT จึงได้ริเริ่มโครงการ SPARK ซึ่งเป็นโปรแกรมการเรียนรู้ระดับโลกจาก UN Global Compact ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจที่มีทรัพยากรและเวลาไม่มาก เนื้อหาทั้งหมดถูกทำให้ง่าย กระชับ และสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคอร์สออนไลน์การสัมมนาผ่าน Webinar หรือพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่เผชิญความท้าทายคล้ายกัน

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้โดดเด่นคือการปูพื้นฐานตั้งแต่ศูนย์สำหรับผู้ที่ไม่เคยทำเรื่องความยั่งยืนมาก่อน จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การวางแผนที่สอดคล้องกับธุรกิจจริง การลงมือทำผ่านเครื่องมือและกรณีศึกษา และสุดท้ายคือการวัดผลและขยายผล ทำให้ SMEs สามารถพัฒนาศักยภาพด้านความยั่งยืนไปพร้อมกับการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาของคู่ค้าและตลาดโลก ผู้ที่เรียนจบหลักสูตรยังจะได้รับประกาศนียบัตรซึ่งสามารถใช้เสริมโปรไฟล์หรือภาพลักษณ์ธุรกิจได้ทันที
การเสวนาครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นเวทีแบ่งปันความรู้ แต่ยังเป็นการจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้ SME เห็นว่าเส้นทางสู่ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสในการต่อยอดธุรกิจให้แข็งแรงและมั่นคงยิ่งขึ้น การนำหลักการ ESG มาใช้ในทุกมิติของธุรกิจไม่เพียงช่วยให้ SME รอดพ้นจากความเสี่ยงและข้อบังคับใหม่ ๆ ของโลก แต่ยังช่วยให้เติบโตในทิศทางที่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม

ท้ายที่สุด SME ไทยไม่ได้เดินเพียงลำพัง เพราะมีเครือข่ายอย่าง GCNT ที่พร้อมสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการทุกคนก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่คือการเริ่มทำวันนี้ให้ดีเพื่อไม่ทำร้ายอนาคต และนี่คือพลังเล็กที่สามารถเปลี่ยนเป็นการเติบโตยิ่งใหญ่ได้หากทุกคนพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน