นายเจอร์เกน คอปเพนส์ กรรมการผู้จัดการ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เอคเซนเชอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ความเป็นผู้นำในโอกาสสุดท้าย” (Climate Leadership in the Eleventh Hour) ซึ่งเป็นงานวิจัยด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดในปัจจุบัน จัดทำโดย “กรอบความร่วมมือการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ” (ยูเอ็นโกลบอลคอมแพ็ก) และเอคเซนเชอร์
รายงานดังกล่าวชี้ว่าภาคธุรกิจมีความพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติอย่างกล้าหาญในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีอีโอขององค์กรในตลาดที่มีการเติบโตในภูมิภาคเอเชีย ได้แสดงความเป็นผู้นำในหลายด้าน อาทิ การกำหนดเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการให้การคุ้มครองพนักงาน และความร่วมมือกับภาครัฐในการขับเคลื่อนปฏิบัติการเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลการศึกษาพบว่า 56% ของซีอีโอในเอเชียได้เพิ่มความยั่งยืนเข้าไปในเป้าหมายขององค์กรภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่มีเพียง 44% ของซีอีโอในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกที่ได้เพิ่มเป้าหมายดังกล่าว นอกจากนี้สองในสามของซีอีโอในเอเชียได้เริ่มให้สวัสดิการคุ้มครองความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศแก่พนักงาน ขณะเพียงครึ่งหนึ่งองค์กรทั่วโลกได้ให้การคุ้มครองดังกล่าว
ในด้านความเห็นของซีอีโอที่มีต่อภาครัฐ พบว่า 46% ของซีอีโอในเอเชียระบุว่าภาครัฐมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าภาคเอกชนมีทัศนะหรือความเห็นอย่างไรในด้านสภาพภูมิอากาศ เทียบกับซีอีโอในภูมิภาคอื่นทั่วโลกที่มีเพียง 30% ที่เห็นว่าภาครัฐเข้าใจภาคเอกชน
อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลกแล้ว ซีอีโอในเอเชียยังมีอุปสรรคหรือความท้าทายมากกว่าในบางด้าน อาทิ การนำกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนไปใช้ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร 34% ของซีอีโอในเอเชียเห็นว่าเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง ขณะที่ซีอีโอทั่วโลกเพียง 25% มีปัญหาในเรื่องนี้ ในเรื่องการลดการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล 49% ของซีอีโอในองค์กรทั่วโลกได้เริ่มดำเนินการแล้ว เทียบกับซีอีโอในเอเชียซึ่งเริ่มลดการลงทุนในด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลมีเพียง 43%
ผลวิจัยยังพบว่าซีอีโอในเอเชียเห็นพ้องต้องกันว่าอุปสงค์ด้านความยั่งยืนจะเติบโตขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ซี่งจะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของธุรกิจ
“70% ของซีอีโอในตลาดที่มีการเติบโตในเอเชียเชื่อว่าแรงกดดันจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 ปีจากนี้ไป” นายคอปเพนส์ กล่าวในงานสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน Sustainability Expo 2022 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
ด้านนาย เอ็ดวิน ไดเอนเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืน สำหรับธุรกิจพลังงานนั้นกระบวนการปรับเปลี่ยนทางดิจิทัล (Digitalization) ถือเป็นเทรนด์สำคัญ นอกเหนือจากแนวโน้มอื่น ๆ ได้แก่ การแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ รวมถึงพลังงานทดแทน การรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า
“เครือข่ายระบบส่งไฟฟ้าจะถูกทรานส์ฟอร์มด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ไปเป็นสมาร์ทกริด เปรียบเสมือนอินเทอร์เน็ตแห่งโลกของไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศจะควบรวมกับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า เฉกเช่นที่คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างได้จากสมาร์ทโฟน เครือข่ายไฟฟ้าจะสามารถเข้าถึงได้ด้วยมือของคุณ”