TSCN CEO PANEL: ซีอีโอจาก 3 บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน แนะปั้นคนรุ่นใหม่ผ่าน Project-Based Learning สู่พลังเปลี่ยนโลก
ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่รุนแรงมากขึ้น ซีอีโอจาก 3 บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองแนวทางการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ชี้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ไปสู่รูปแบบ Project-Based Learning เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านความยั่งยืนทุกมิติ หนุนพลังคนรุ่นใหม่สร้างการเปลี่ยนแปลงโลกอนาคตที่ดีกว่า
ในการเสวนาหัวข้อ "TSCN CEO PANEL: ปรับตัวอย่างไร ให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน" ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ภายใต้งานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ SX 2023 คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดแนวคิดถึงการปรับตัวขององค์กรให้อยู่รอด สร้างโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น ในสถานการณ์โลกปัจจุบันและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า ในยุคอุตสาหกรรม 2.0 ผู้นำองค์กรเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง แต่ในโลกยุคต่อไป ผู้นำเหล่านี้จะกลายเป็นผู้สนับสนุน และคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น เนื้อหาเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีถึง 17 เป้าหมาย (Sustainable Development Goals) ควรจะถูกบรรจุเข้าไปในระบบการศึกษาของทั้งโลก
นอกจากนี้ กระบวนการเรียนการสอน ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำ (Action-based Learning) หรือการเรียนรู้จากการทำโครงงาน (Project-based Learning) โดยเรียนรู้จากปัญหาต่างๆ ที่มีมากมาย และทำงานเป็นทีม
"Project-based Learning จะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และจับต้องได้ เพราะเด็กจะรับรู้จากการสอนได้แค่ 20% อีก 80% จะรับรู้ได้จาก Action-based ฉะนั้น ถ้าเราบรรจุเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในระบบการศึกษา จะช่วยเสริมสร้าง Ethics แล้วใช้เทคโนโลยีบนหลัก Ethics ซึ่งจะเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่า Crime ที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ Cybercrimes"
อีกวิชาที่ควรบรรจุเข้าไปในหลักสูตรคือ Computer Science เพราะเป็นยุคของเทคโนโลยี AI ที่คนรุ่นใหม่ต้องการใช้ หากมีการเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ของคนรุ่นใหม่ในเรื่องความยั่งยืนให้อยู่ในดีเอ็นเอ ผนวกกับการใช้ AI ก็จะทำให้เกิดศักยภาพอย่างมากที่จะนำพาโลกอนาคตให้รอดและเจริญรุ่งเรืองได้ ทั้งนี้ ครูก็จะต้องเปลี่ยนกรอบความคิดจากการเป็นผู้สอน (Instructor) ไปเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator)
อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม ถ้าใครใช้เป็นก็กลายเป็น Super Human แต่ต้องมี Ethics ด้วย เพราะหลักของความยั่งยืน คุณธรรม และจริยธรรม ยิ่งไปกว่านั้น คือ Compassion ซึ่งตามหลักพุทธศาสนา หมายถึงความเมตตา
คุณศุภชัย กล่าวอีกว่า นอกจากความตระหนักรู้ (Awareness) นวัตกรรมถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ถ้าไม่มีเป้าหมายในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน จะทำให้นวัตกรรมไม่เกิดทั้งในระดับผุู้บริหารและพนักงาน นอกจากนี้ กลไกตลาดเป็นอีกปัจจัยในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ถ้ามีมาตรการจูงใจ และการยอมรับ (Recognition) จากภาครัฐ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะทำให้เกิดการกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้เร็วยิ่งขึ้น
ด้านคุณรุ่งโรจน์ ให้ความเห็นว่า ทุกองค์กรในภาคอุตสาหกรรมต่างเจอวิกฤตและความท้าทายเหมือนกัน ฉะนั้น สิ่งที่ทุกต้องทำคือ ทำอย่างไรจะรอด และเมื่อรอดแล้วจะต้องปรับตัวอย่างไรใหัมีขีดความสามารถในแข่งขันสูงขึ้นและมีการเติบโตด้วย วิกฤตจะทำให้คนวิ่งเร็วขึ้น เพราะถ้าองค์กรใดไม่ลงมือทำก็จะไม่รอด
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย Inflation Reduction Act เพื่อผลักดันการพัฒนาด้านพลังงานยั่งยืน โดยใช้เงินงบประมาณสูงถึง 900 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยสนับสนุนการลงทุนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งผลให้มีการย้ายฐานการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เข้าไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก จากเดิมเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่จูงใจการลงทุน เนื่องจากต้นทุนค่าแรงงานสูง จึงถือได้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นคนจุดประกายเรื่องการส่งเสริมลงทุนด้านความยั่งยืน
"การทำให้อยู่รอดอย่างยั่งยืนไม่มีทางลัด ประการแรกคือ ผู้นำต้องสู้ และให้เวลาในการดำเนินการ เพราะ Fighting Spirit ไม่มีทางลัด มีอยู่ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความมุ่งมั่น เวลา และการปรับปรงุให้ดีขึ้น ถ้าทำให้คนในองค์กรคิดในลักษณะเดียวกันได้ ก็จะประสบความสำเร็จได้"

ทางด้าน คุณฐาปน กล่าวว่า งานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ SX 2023 เป็นสัญญาณให้เห็นชัดเจนว่าทุกฝ่ายให้ความสนใจเรียนรู้และช่วยกันลงมือทำ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนในช่วงอายุ 18-35 ปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60%
อย่างไรก็ตาม หากมองถึงแรงงานในอนาคต (Future Workforce) จะเห็นว่ารูปแบบการทำงานในปัจจุบันยังไม่ค่อยได้รับการตอบรับ ไม่ค่อยได้รับความสนใจ หรือตอบสนองตามความต้องการของคนรุ่นใหม่ เช่น การบอกคนรุ่นใหม่ให้อดทนไว้ ค่อยๆ เรียนรู้แล้วจะประสบความสำเร็จเอง แต่เด็กรุ่นใหม่จะไม่เข้าใจ เพราะเด็กรุ่นใหม่จะเรียนรู้อะไรเป็นอย่างๆ และพยายามทำให้ตนเองได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ฉะนั้น เมื่อพูดเรื่อง Future Workforce จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบที่เป็น Project-based System เพื่อให้มีส่วนร่วม และสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดในระยะเวลาสั้นลง สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ มีความก้าวหน้าในอาชีพ และจะก่อให้เกิด Disruption ขึ้นในองค์กร
"การเปลี่ยนแปลงที่ยากที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรที่ขยับเขยื้อนยากและช้า ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ผู้บริหารจะต้องเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง"
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ไทยเบฟฯ ชี้ว่าในอดีตการดำเนินธุรกิจจะอยู่ในรูปแบบ Industry Consolidation ซึ่งหมายถึงการมีทักษะความชำนาญที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนั้นๆ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเห็นรูปแบบ Cross-industry Consolidation เกิดขึ้นมากมาย จึงเป็นคำถามสำหรับองค์กรทั้งขนาดเล็กและใหญ่ว่า จะมีความร่วมมือกันได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ไม่ใช่แค่รวมพลังกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย
"ที่ผ่านมา เราจะพูดถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP (Public-Private Partnership) แต่ปัจจุบัน ต้องเพิ่มเป็น PPPP (Public-Private-People Partnership) ซึ่งผมเชื่อว่า Partnership Model จะเป็นตัวพลิกกระดานในการดำเนินธุรกิจ โดยจากนี้ไปอีกประมาณ 2 ปี (2025) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอีกมากมาย"
คุณฐาปน กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่มีการรวมตัวกันจัดตั้งเครือข่ายซับพลายเชนแห่งประเทศไทย หรือ Thailand Supply Chain Network (TSCN) เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับซับพลายเออร์ วันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกคนจะมาช่วยกันมองว่าจะสามารถขยับไปด้วยกันได้ในระดับภูมิภาค เติบโตไปด้วยกัน และมีโอกาสเชื่อมโยงกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกได้อย่างไร ในรูปของทีมไทยแลนด์
หากมองว่า TSCN is Collaboration Platform เป็นกระดานที่ทำให้ผู้บริหารทุกระดับมาเจอกัน ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่การมาเจอกันปีละครั้งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น ซีอีโอหลายคนจะมีการพูดคุยและตกลงกันถึงกรอบทิศทางว่า สมาชิก TSCN จะมีความร่วมมือกันเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก (Positive Impacts) ให้มากขึ้นได้อย่างไร บริษัทในซับพลายเชนไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก มิติความยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคน เพราะว่าสถานะธุรกิจที่กำลังจะเดินไปข้างหน้าจะต้องเผชิญกับประเด็นที่มีความท้าทายทางด้านต้นทุนการเงิน ซึ่งระบบการเงินของโลกกำลังจะสะท้อนในมิติของความยั่งยืน