หน้าหลัก
Mar 01, 2023
ความสมดุลของโลกเกษตรยุคใหม่
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

เมื่อ “ดิน” เป็นรากฐานสำคัญของการทำเกษตรกรรม การขับเคลื่อนโครงการเกษตรยั่งยืนเพื่อให้เกิดความสมดุลของโลกเกษตรยุคใหม่ จึงละเลยเรื่องของ ดิน ไปไม่ได้

ในวงเสวนาเรื่อง “ความสมดุลของโลกเกษตรยุคใหม่” ได้รับเกียรติจากคุณสถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ศ.เกียรติคุณ ดร. ปิยะ ดวงพัตรา อดีตหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประธานกรรมการมาตรฐานปุ๋ยของ สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม คุณโฮ เรน ฮวา  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ดร. นฤมล ศรีสุมะ ที่ปรึกษา Biofuels and Biocatalysts Research Center ภาควิชาพฤกษศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และ คุณธนะชาติ เหล่าศิริพงศ์ สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย (TBIA) มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงภาพรวมปัญหาเรื่องดินในการทำเกษตรของไทยและแนวทางการแก้ไขผ่านเครื่องมือและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยเรียกคืนความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับมาด้วยการใช้นวัตกรรมจากธรรมชาติ โดยมีคุณกิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวรายการ 3 มิติ เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณสถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เริ่มต้นให้ข้อมูลว่า พื้นที่ทำการเกษตรในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการมีอยู่ 150 ล้านไร่ ส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ขณะที่ดินเวียดนาม มีอินทรียวัตถุ 3% ดินญี่ปุ่น มีอินทรียวัตถุ 4% แต่ดินประเทศไทย มีอินทรียวัตถุต่ำไม่ถึง 1% เนื่องจากไทยมีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น มีฝนตกตลอดทั้งปี ทำให้ดินประสบปัญหาน้ำฝนชะล้างทำลายหน้าดินไปแล้วถึง 78 ล้านไร่ นอกจากนี้ จากการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า มีที่ดินทำการเกษตร 177 ล้านไร่ แต่มีขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเพียงแค่ 150 ล้านไร่ ส่วนที่เกินมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมในป่า โดยพบการรุกป่าเพื่อปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ภาคอีสานถึง 9 ล้านไร่ ภาคเหนือ 3 ล้านไร่ และภาคกลาง 1 ล้านไร่ ซึ่งในระยะเวลา 7 ปี ทำให้ดินสูญเสียอินทรียวัตถุมากถึง 80% และมีโอกาสที่จะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งน้อยมาก ทางกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์เป็นองค์การอัจฉริยะทางดิน เพื่อขับเคลื่อนการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมให้ได้ 15 ล้านไร่ ภายในปี 2570 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์สำคัญคือ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินให้เหมาะสมด้วยระบบบริหารจัดการเชิงรุก บริหารจัดการข้อมูลทรัพยากรดิน และส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสมตามฐานข้อมูลแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri-Map) ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถนำไปใช้วางแผนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพดินที่มีอยู่และได้ผลผลิตที่มากขึ้น

ศ.เกียรติคุณ ดร. ปิยะ ดวงพัตรา อดีตหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประธานกรรมการมาตรฐานปุ๋ยของ สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า การปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่อีสาน มีส่วนทำให้ดินเสื่อมโทรม เพราะมันสำปะหลังมีระยะการเติบโตจนถึงเก็บเกี่ยวมากกว่าพืชไร่ 2-5 เท่า ทำให้มีระยะพักดินแค่ช่วงสั้น ๆ การฟื้นฟูสภาพดินจึงมีน้อยกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น และทำให้ดินเสื่อมโทรม

ดร.นฤมล ศรีสุมะ ที่ปรึกษา Biofuels and Biocatalysts Research Center ภาควิชาพฤกษศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามหลักทฤษฎีแล้ว ดินที่ดีต้องมีอินทรียวัตถุในดินอย่างน้อย 5% แต่ดินในภาคอีสานมีอินทรียวัตถุไม่ถึง 1% อันเนื่องมาจากสภาพดินเสื่อมโทรมและมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก วิธีการแก้คือ ต้องฟื้นฟูดินโดยเติมอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้มากขึ้น ดังนั้น ปัญหาหลักของดินในประเทศไทยก็คือ การสูญเสียหน้าดินและดินขาดอินทรียวัตถุ ส่งผลให้พืชที่ปลูกไม่สามารถรับอาหารในดินได้อย่างเต็มที่ เพราะเติบโตอยู่ในดินที่อัดตัวแข็งและไม่มีจุลินทรีย์ช่วยดูดซับอาหาร นอกจากอินทรียวัตถุจะเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่เป็นตัวช่วยทำให้ดินร่วนซุยสามารถดูดซับธาตุอาหารและปุ๋ยได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยซึมซับน้ำฝนลงดินได้ดี หากมีอินทรียวัตถุ 1% จะเพิ่มการกักเก็บน้ำใต้ดินได้ถึง 190 ลูกบาศก์เมตร

คุณโฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางไทยวามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมทำเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียวมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2573 จึงได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูดิน โดยพัฒนาสายจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ช่วยให้ดินร่วนซุย ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และได้ผลิตนวัตกรรมใหม่ โดยนำแป้งมันสำปะหลังและโพลิเมอร์มาผลิตเป็นถุงพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เช่น ใช้เป็นฟิล์มคลุมดิน ใช้เป็นถุงอนุบาลสำหรับเพาะชำกล้าไม้ที่สามารถปลูกลงดินได้เลย ซึ่งพลาสติกชีวภาพเหล่านี้ สามารถกำหนดอายุการย่อยสลายของฟิล์มคลุมดินได้ตั้งแต่ 4-12 เดือน ตามความต้องการของผู้ใช้งาน

คุณธนะชาติ เหล่าศิริพงศ์ สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทย (TBIA) กล่าวว่า ฟิล์มคลุมดิน เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ถูกใช้แพร่หลายในการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโควิดที่ยาฆ่าหญ้าปรับราคาขึ้นถึง 3 เท่า ฟิล์มคลุมดินจึงกลายเป็นเครื่องมือใหม่ที่ถูกใช้แทนสารเคมี เพราะสามารถใช้จัดการกับวัชพืชได้ ช่วยให้ดินมีความชุ่มชื้นและมีอุณหภูมิพอเหมาะ ทั้งยังช่วยสะท้อนแสงให้โดนใบมากขึ้น ทำให้พืชสามารถเติบโตได้ดีขึ้น และให้ผลผลิตมากขึ้น ซึ่งหลังจากการทดลองใช้ฟิล์มคลุมดินในไร่มันสำปะหลัง พบว่า มีผลผลิตดีขึ้น 20-30% การศึกษาวิจัยให้รู้ถึงสภาพปัญหาอย่างเข้าใจ เพื่อให้สามารถกำหนดวิธีแก้ปัญหาและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ปรับสภาพดินและเสริมสร้างการเติบโตของผลผลิต จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างสมดุลของโลกเกษตรที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้

Speaker: คุณสถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน
ศ.เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา อดีตหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และประธานกรรมการมาตรฐานปุ๋ยของ สมอ. กระทรวงอุตสาหกรรม
คุณโฮ เรน ฮวา Chief Executive Officer Thai Wah Public Company (TWPC)
ดร.นฤมล ศรีสุมะ ที่ปรึกษา Biofuels and Biocatalysts Research Center ภาควิชาพฤกษศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณธนะชาติ เหล่าศิริพงศ์ Thai Bioplastics Industry Association
คุณกิตติ สิงหาปัต (Moderator)
หัวข้อ: ความสมดุลของโลกเกษตรยุคใหม่
วันที่ 27 กันยายน 2565 เวที Talk Stage

สามารถรับชมในรูปแบบวิดีโอได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=zI8ITkNpPqU&t=2s

idownload
gplay
istore