บนเวที SX TALK STAGE ในงาน SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้มีการจัดเสวนาภายใต้หัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ "POSITIVE ENGAGEMENT PROGRAM : ทุกการมีส่วนร่วม สร้างคุณค่าร่วม เพื่อความยั่งยืน" การเสวนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเผยกลยุทธ์สำคัญของธนาคารออมสิน (GSB) ในการขับเคลื่อนเป้าหมายสู่ Net Zero และ ESG ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมเชิงบวกกับภาคธุรกิจ
ธนาคารออมสินตระหนักดีว่า การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 นั้นไม่สามารถทำได้ด้วยองค์กรเดียว เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกเกือบทั้งหมดของธนาคาร (สูงถึง 97-98%) มาจากการให้สินเชื่อและการลงทุน (Scope 3). ด้วยเหตุนี้ Positive Engagement Program (PEP) จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปด้วยกัน" กับกลุ่มลูกค้า การเสวนาในครั้งนี้จึงได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ประกอบด้วย:
• คุณจิรภัทร นาคเอี่ยม ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่ 2 ธนาคารออมสิน
• คุณเนาวรัตน์ ฤทธิ์ประสิทธิ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ธนาคารออมสิน
• ดร.วรรณิภา ยาดำ ผู้อำนวยการ บริษัท สยามเทคโนอุตสาหกรรม จำกัด

ภารกิจ Net Zero: ทำไมลูกค้าต้องเข้าร่วม?
คุณเนาวรัตน์ ฤทธิ์ประสิทธิ์ชัย ได้เน้นย้ำถึงนิยามของ Positive Engagement Program ว่าคือ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนไปด้วยกัน" โดยเปิดเผยว่า ธนาคารออมสินได้กำหนดเป้าหมายสู่ Net Zero ในปี 2050 แต่จากการประเมินบัญชีก๊าซเรือนกระจก พบว่า ก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่ของธนาคาร (97-98%) เกิดจากการให้สินเชื่อและการลงทุน (Scope 3) ในขณะที่การปล่อยก๊าซฯ โดยตรงจากการใช้พลังงานของธนาคารมีสัดส่วนเพียง 2-3% เท่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธนาคารไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้ด้วยองค์กรเดียว หากลูกค้าไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงและช่วยกันลดก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน "ถ้าเราพยายามยังไง เราก็ลดได้แค่ 2-3% ถ้าลูกค้าของเราไม่เอาด้วย... ธนาคารไม่มีทางทำเรื่องนี้สำเร็จ"
ออมสินพร้อมเป็นมากกว่าสถาบันการเงิน
คุณจิรภัทร นาคเอี่ยม ในฐานะผู้ใกล้ชิดกับลูกค้าที่สุด ชี้ให้เห็นว่า ทุกธุรกิจกำลังมีความมุ่งมั่นที่จะปรับตัวตามแนวทาง ESG Policy เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีคู่ค้าจากต่างประเทศ เช่น ยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มกำหนดให้คู่ค้าต้องมี ESG Compliant อย่างเคร่งครัด
การที่ลูกค้าได้ดำเนินกลยุทธ์ ESG อย่างชัดเจนนั้นจะส่งผลดีอย่างยิ่ง
1. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: ลูกค้าสามารถเข้าถึง Green Finance เช่น Green Bond หรือ Sustainability Link Loan ซึ่งจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าอัตราปกติในท้องตลาด
2. ความสามารถในการแข่งขัน: เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสามารถลดความเสี่ยงเชิงกฎระเบียบต่างๆ ได้
ธนาคารออมสินจึงได้ปรับบทบาทในการ Engage ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีความพร้อมสูง จะเน้นการเป็น Strategic Partner เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายของลูกค้าเข้ากับเป้าหมายของธนาคาร ขณะที่การ Engage ลูกค้า SME ที่เพิ่งเริ่มต้น จะเน้นการสร้างความตระหนักรู้และให้ความรู้ก่อน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น SME Gear Up เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่า ESG ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นแค่ต้นทุน แต่คือ "โอกาสทางธุรกิจที่ทำให้คุณเติบโตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน"
ทั้งนี้ ออมสินยังใช้เครื่องมือ ESG Score (คะแนนเต็ม 10) กับลูกค้าขนาดใหญ่ โดยผู้ที่ได้คะแนน 8 ขึ้นไป อาจได้รับการพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยให้ เพราะเราเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม"

จากความสงสัยสู่แชมป์: ประสบการณ์จาก SME ต้นแบบ
ดร.วรรณิภา ยาดำ ผู้อำนวยการ บริษัท สยามเทคโนอุตสาหกรรม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขนาดกลาง (รายได้ประมาณ 400-500 ล้านบาท) ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการ "SME เกียร์ ติด ปีก ธุรกิจ ด้วย ESG" ของธนาคารออมสิน
ดร.วรรณิภา เล่าว่า ในตอนแรกบริษัทไม่ได้รู้จัก ESG อย่างจริงจัง แต่ได้ยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากต้องการเรียนรู้ว่า ESG คืออะไร และมีความยากมากน้อยแค่ไหน
"พอเข้ามาร่วม ก็ทำให้เราทราบหลายๆ อย่าง ว่าจริงๆ แล้ว ESG คืออะไร ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลตัวเรา ไม่ใช่สิ่งที่จะเกี่ยวกับมหาชน หรือบริษัทใหญ่เท่านั้น" ดร.วรรณิภา กล่าว
สิ่งที่ค้นพบคือ:
• มิติ E (Environment): การมองเรื่องสิ่งแวดล้อมคือการ "ลดต้นทุน" เช่น การเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์เซลล์ หรือการเลือกซัพพลายเออร์ที่อยู่ในชุมชนใกล้เคียงเพื่อลดปริมาณคาร์บอนจากการขนส่ง
• มิติ S (Social): การดูแลพนักงานในพื้นที่ใกล้เคียงและสร้างนโยบายที่เอื้อต่อชีวิตของพวกเขา (เช่น การอนุญาตให้ลาเพื่อดูแลลูกหรือญาติผู้ใหญ่) ส่งผลให้พนักงานมี Turnover ต่ำและอยู่กับบริษัทได้นานขึ้น
• มิติ G (Governance): การทำตามกฎระเบียบและความโปร่งใส ทำให้ชุมชนยอมรับและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ด้วยแนวคิดที่ชัดเจนและสอดคล้องกับชุมชนนี้ ทำให้ บริษัท สยามเทคโนอุตสาหกรรม จำกัด ได้รับรางวัลชนะเลิศในกลุ่ม Social Category ในโครงการ SME Gear Up Challenge ซึ่ง ดร.วรรณิภา ยืนยันว่า ESG ไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องทำ แต่ต้องมีการจัดเก็บและเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อวัดผลว่าสิ่งที่ทำนั้นดีขึ้นจริงหรือไม่
วิทยากรทุกท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเริ่มต้นทำ ESG ตั้งแต่วันนี้ หากไม่เริ่มทำ อาจทำให้ตามคู่แข่งไม่ทัน หรือต้องถูกปรับจากกฎหมายที่กำลังจะตามมา
คุณเนาวรัตน์ เชิญชวนทุกธุรกิจไม่ว่าจะขนาดใดก็ตาม ให้มาร่วมเดินไปในโหมดของความยั่งยืนด้วยกัน เพราะนอกจากธุรกิจจะมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นแล้ว สังคมและสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย ซึ่งถือเป็น "คุณค่าร่วมกัน"

คุณจิรภัทร ย้ำว่า ออมสินพร้อมเป็นทั้ง Advisor และ Connector ให้ความรู้และเชื่อมโยงธุรกิจกับพันธมิตรที่จำเป็น "ขอให้เดินมาหาเราเถอะ ติดต่อออมสิน เราพร้อมช่วยทุกองค์กรจริงๆ ทุกๆ ไซต์จริงๆ" สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่สนใจ สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้โดยตรงที่ RM หรือสาขาของธนาคารออมสิน โดยย้ำว่า "ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ เพราะเราเป็นธนาคารเพื่อสังคม".
โครงการอบรม SME Gear Up จะมีจัดขึ้นอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ SME จะได้เปลี่ยนความกลัวเป็นโอกาส เพราะ ESG ที่ถูกต้องนั้นสามารถช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
