หน้าหลัก
Oct 28, 2025
FROM SKY TO LAND : RETHINKING TOURISM FOR THE NEXT GENERATION
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกและเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย กำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ด้านความยั่งยืน ในฐานะงานมหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน, SUSTAINABILITY EXPO (SX2025) ได้จัดเวที SX TALK STAGE ในหัวข้อ "FROM SKY TO LAND : RETHINKING TOURISM FOR THE NEXT GENERATION" โดยมี คุณวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ (Vietjet Thailand) และ คุณ พสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และ บริษัทพราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ร่วมเสวนา เพื่อตอกย้ำถึงพันธกิจร่วมกันในการสร้างสรรค์การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน

เมื่อการบินไม่ได้มีแค่เรื่อง "เวลาและราคา"

คุณวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้เปิดเผยถึงทิศทางของธุรกิจการบินที่มุ่งสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง แม้ว่าอุตสาหกรรมการบินจะปล่อยคาร์บอนทั่วโลกเพียงประมาณ 2.5% แต่กลับเป็นภาคส่วนที่มีความตื่นตัวที่สุดในเรื่องของการจัดการคาร์บอน โดยมีเป้าหมายร่วมกับ ICAO ในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ซึ่งเป็นสายการบินสัญชาติไทย (ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนไทยและจดทะเบียนในไทย) และเป็นอันดับ 2 ในตลาดภายในประเทศ (Domestic Market) ได้ดำเนินงานเชิงรุกผ่านหลายกลยุทธ์สำคัญ:

1. การลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอน: เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีแผนลงทุนครั้งใหญ่ราว 8,000 กว่าล้านบาท จนถึงประมาณ 10,000 ล้านบาท ภายใน 4 ปีข้างหน้า เพื่อเปลี่ยนฝูงบินทั้งหมดจาก Airbus A320 รุ่นเดิม ไปเป็น Boeing 737 D8 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ และจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนลงถึงประมาณ 15%

2. การใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน (SAF): สายการบินริเริ่มใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) ซึ่งช่วยลดคาร์บอนตลอดกระบวนการผลิต (Life Cycle) ได้มากถึง 75% เมื่อเทียบกับน้ำมันฟอสซิลทั่วไป โดยได้เริ่มเที่ยวบินนำร่อง (Pilot Flight) กรุงเทพฯ-ดานัง เมื่อปีที่แล้ว และมีแผนจะขยายสู่เส้นทาง "Green Root" เช่น กรุงเทพฯ-ฟูก๊วก ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ และ กรุงเทพฯ-ดานัง ในไตรมาส 1 ปีหน้า ทั้งนี้ มีเป้าหมายใช้ SAF 1% ภายในปี 2026 และ 70% ภายในปี 2050

3. การปฏิบัติการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Operation): องค์กรได้เปลี่ยนวัสดุที่ใช้บนเครื่องบิน เช่น ช้อนซ่อม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ทั้งหมด และแพ็คเกจทั้งหมดเป็นกระดาษที่สามารถรีไซเคิลได้ และตั้งเป้าลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (one time use plastic) ลงให้เหลือเพียง 5% ภายในสิ้นปี 2026 รวมถึงการริเริ่มโครงการแยกขยะรีไซเคิลบนเครื่องบิน โดยจะมีการใช้ถุงขยะแยกสี (สีดำและสีเขียว) ในเที่ยวบินในปีหน้า

4. โครงการ Fly Green Fund: จัดตั้งกองทุนตั้งแต่ปี 2020 เพื่อระดมทุนไปทำธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การร่วมมือกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และการร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนา ในการปลูกป่าชายเลน 100,000 ต้นต่อปี หรือ 500,000 ต้น ภายใน 5 ปี ซึ่งป่าชายเลนมีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนได้เกือบ 2 เท่า ของป่าทั่วไป

คุณวรเนติ ได้เน้นย้ำว่า โจทย์ใหญ่ที่สุด คือการทำอย่างไรให้ผู้โดยสาร 7-8 ล้านคนต่อปี สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ESG ขององค์กรได้อย่างเต็มที่ และยังเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาการสนับสนุนภาคเอกชน เนื่องจากต้นทุนของการใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์สีเขียว (เช่น แพ็คเกจกระดาษ) ยังคงสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปถึงประมาณ 2 เท่า

จากน่านฟ้าสู่จุดหมายปลายทางที่ยั่งยืนบนพื้นดิน

ในส่วนของภาคพื้นดิน คุณพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทพราว และ บริษัทพราว เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้สร้าง "จุดหมายปลายทาง" ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดการผลกระทบที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ โดยเฉลี่ย นักท่องเที่ยวสร้างขยะต่อคนเกือบ 2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องจัดการดังเช่นที่พบในแหล่งท่องเที่ยวคู่แข่งอย่างบาหลี (ปัญหาขยะ, ความแออัด)

พราวได้ดำเนินการภายใต้แนวคิดหลักคือ "Project Pineapple" ซึ่งเป็นโครงการด้าน ESG ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย UNSDG 17 ข้อ โดยเน้นเรื่องขยะเป็นพิเศษ:

1. การจัดการขยะอินทรีย์แบบ Zero Waste: พราวได้ลงทุนในเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อแปรรูปขยะอินทรีย์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโรงแรมระดับ 5 ดาว ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง โดยปัจจุบันสามารถจัดการขยะอินทรีย์ได้ประมาณ 80% (เป้าหมาย Net Zero 100%) ปุ๋ยเหล่านี้จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับชุมชนในภูเก็ตเพื่อสนับสนุนชาวสวนชาวไร่ให้เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงนำไปทำ Contract Farming เพื่อส่งวัตถุดิบกลับมาใช้ในร้านอาหารของโรงแรม สร้างระบบนิเวศที่มีมูลค่าเพิ่ม

2. มาตรฐานอาคารสีเขียว (Green Building): ทุกโครงการของพราวเกือบทั้งหมดมีมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับโลก เช่น LEED Gold หรือ EDGE ซึ่งช่วยในการประหยัดพลังงานผ่านการออกแบบ ระบบทำความเย็น/ความร้อน และการใช้แผงโซลาร์เซลล์ การมีมาตรฐานเหล่านี้ยังช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) ซึ่งเป็นแรงจูงใจทางธุรกิจที่สำคัญ โดยช่วยลดต้นทุนทางการเงินของธุรกิจ

3. การพัฒนาคนและชุมชน (Social/Soft Power): โครงการที่น่าภาคภูมิใจคือ Restart Center ภายใต้บริษัทในเครือ (Priate PCL) ซึ่งเข้าไปให้โอกาสผู้ต้องขังชั้นดีที่กำลังจะพ้นโทษ (เช่น ที่เรือนจำนนทบุรี) ได้รับการฝึกอบรมทักษะต่าง ๆ อาทิ งานรุกรรม (การตัดต้นไม้) หรือการทาสี (ร่วมมือกับ TOA) เพื่อให้พวกเขามีอาชีพและไม่กลับไปสู่วงจรเดิม

คุณพสุ ชี้ว่า นักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Z และ Millennial กว่า 73% ต้องการการท่องเที่ยวที่โปร่งใสและยั่งยืน และเกือบ 90% พร้อมที่จะใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับจุดหมายปลายทางที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนจริง ๆ ดังนั้น ความจริงใจในการทำ ESG จึงเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จำเป็น ไม่ใช่แค่เรื่อง CSR

อนาคตของการร่วมมือ: การท่องเที่ยวแบบ "All Sustainability"

ผู้บริหารทั้งสองท่านเห็นพ้องต้องกันว่า การร่วมมือระหว่างธุรกิจที่ทำเรื่องความยั่งยืนจะสามารถขยายผลกระทบที่ดีต่อสังคมได้มากขึ้น หากมีการเชื่อมโยงตั้งแต่การเดินทางด้วยสายการบินที่ใช้ SAF และลดพลาสติก (เวียตเจ็ทไทยแลนด์) ไปจนถึงการเข้าพักในจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (พราว) โดยอาจนำไปสู่แพ็คเกจราคาพิเศษที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียวอย่างแท้จริง

คุณพสุ ได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้เข้าร่วมงานว่า เรื่องของความยั่งยืนนั้นเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดและใกล้ตัวที่สุด คือ การแยกขยะ ออกเป็น 3 ประเภท (ขยะรีไซเคิล, ขยะเปียก, ขยะมูลฝอย) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้ว ยังช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ที่เก็บขยะรีไซเคิลได้อีกด้วย

การเสวนาในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า การท่องเที่ยวแห่งอนาคตไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อโลกของเราที่ทุกคนต้องร่วมกันดูแล

idownload
gplay
istore