หน้าหลัก
Oct 04, 2023
หลากหลาย เสมอภาค ครอบคลุม โลกที่ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 
ดูข่าว SX News & Movement ทั้งหมด

หลากหลาย เสมอภาค ครอบคลุม โลกที่ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

ภายใต้ข้อคำนึงสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนก็คือ การเคารพความหลากหลาย (diversity) การให้ความเสมอภาค (equality) เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ครอบครอบคลุม (Inclusive Development) ที่เปิดโอกาสให้ทุกการตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ กลุ่มเปราะบางที่พวกเขาอาจไม่สามารถปรับตัวหรือเข้าถึงทรัพยากรได้ยากกว่าคนทั่วไป หรือที่เรามักได้ยินว่า “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave no one behind)  

ในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2023 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันพุธที่ 4 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้แทนกลุ่มความหลากหลายเข้ามาใช้พื้นที่ในการส่งเสียงไปสู่สังคม ในหัวข้อ “หลากหลาย เสมอภาค ครอบคลุม โลกที่ยั่งยืน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยมี คุณจิตรณา เก่งการนา ผู้ประสานงาน GYBN Thailand | Miss Earth Land Thailand 2022, คุณมานิตย์ อินทร์พิมพ์ (ซาบะ) ผู้ก่อตั้ง Accessibility Is Freedom, คุณณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทย เพื่อสิทธิมนุษยชน, และคุณเกรียงไกร ซีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทย มาร่วมเวที โดยมีประเด็นที่ถูกนำเสนอได้แก่ พลังของเยาวชนในการสร้างความยั่งยืน, การสร้างระบบพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้, สวัสดิการของคนเพศอื่น ๆ, และ สิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์  

คุณจิตรณา เก่งการนา ผู้ประสานงาน GYBN Thailand และ Miss Earth Land Thailand 2022 กล่าวถึงศักยภาพของเยาวชนในการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ด้าน สิ่งสำคัญคือการสร้างและเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างจริงจัง ซึ่งคุณจิตรณา ได้นำเสนอระดับการมีส่วนร่วมของเยาวชน ตั้งแต่ Manipulation, Decoration, Tokenism ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมระดับต้น ในขณะที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จะเกิดขึ้นในระดับ Youth informed, Youth consulted, Youth/adult equality, Youth driven, และ Youth equity โดยสารสำคัญของการสื่อสารในประเด็นนี้คือ เด็กไม่ใช่อนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่เด็กคือปัจจุบันในกระบวนการสร้างอนาคตที่ดี  

คุณมานิตย์ อินทร์พิมพ์ (ซาบะ) ผู้ก่อตั้ง Accessibility Is Freedom กลุ่มที่ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบที่เอื้อต่อคนพิการและผู้มีปัญหาทางการเคลื่อนไหว กล่าวว่า การขับเคลื่อน universal design ไม่ได้เป็นการทำเพื่อกลุ่มคนพิการเพียงกลุ่มเดียว แต่ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะร่างกายเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอ พรุ่งนี้เราอาจนั่งรถเข็น เราอาจตั้งครรภ์ เราอาจบาดเจ็บและมีปัญหาทางการเคลื่อนไหว ดังนั้น การสร้างจุดที่เอื้อให้คนในทุกสภาวะสามารถใช้งานได้ จะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคมได้จริง เช่น การมีทางลาด รถเมล์ที่รองรับวีลแชร์ แท็กซี่ที่รองรับวีลแชร์ (แท็กซี่ที่ทุกคนใช้ได้) รถไฟฟ้าสายสีเหลือและสีชมพู ที่รองรับคนทุกสภาวะ จะช่วยให้คนพิการและคนที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวสามารถเข้าถึงการศึกษาและการทำงานได้สะดวกขึ้น ซึ่งปลายทางของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนทุกสภาวะนี้ คือ การมีเมืองที่ทุกคนไปไหนก็ได้ตามเป้าหมายของ SDGs และลบคำว่า คนพิการ ให้เหลือแค่คำว่า “คน” เหมือนกัน    

คุณณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การออกแบบบริการสวัสดิการของรัฐ ต้องฟังเสียงคนข้ามเพศด้วย เพราะที่ผ่านมา กลุ่มคนข้ามเพศและเพศอื่น ๆ ถูกละเลยและขาดการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง ทำให้ต้องพบกับกำแพง 4A คือ 1.Accessibility ทัศนคติของผู้ให้บริการที่สถานพยาบาลควรเป็นมิตรกับคนทุกเพศบนความเข้าใจที่ถูกต้อง 2.Awareness หมอต้องตระหนักถึงสภาวะเฉพาะของคนข้ามเพศ แต่ที่ผ่านมาหมอมักรักษาตามเพศกำเนิด หรือการขาดกระตระหนักในความเหมาะสมทางเพศ เช่น การให้ผู้ชายข้ามเพศไปพักห้องเดียวกับผู้ป่วยหญิง เป็นต้น 3.Availability ที่ปัจจุบันคลินิกสุขภาพที่ให้ฮอร์โมนคนข้ามเพศมักกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ ไม่แพร่กระจาย ทำให้คนข้ามเพศจากต่างจังหวัดต้องเสียเงินเดินทางเข้ามาที่กรุงเทพเพื่อรับบริการสุขภาพอันเป็นสิทธิ์และสวัสดิการที่รัฐควรดูแล และ 4.Affordability คือกำแพงของความสามารถในการจ่ายที่คนข้ามเพศต้องจ่ายค่าฮอร์โมนเอง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินมาจ่ายได้ ซึ่งคุณณชเลได้ยกตัวอย่างระบบประกันสุขภาพในอเมริกาที่รองรับกระบวนการทางการแพทย์ของคนข้ามเพศให้หมด แต่ยังไม่มีในบ้านเรา ซึ่งคุณณชเล กล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า เรื่องเหล่านี้เป็นกระบวนการที่จำเป็นทางการแพทย์ และมีความสำคัญกับชีวิตของคน ๆ นึงเป็นอย่างมาก เพราะการข้ามเพศด้วยกระบวนการทางการแพทย์ เป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพองค์รวมและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคม   

คุณเกรียงไกร ซีช่วง ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง แห่งประเทศไทย พูดในหัวข้อ สิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกล่าวว่า เสียงของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างน้อย 46 กลุ่ม จำนวน 6-10 ล้านคน เป็นกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบ ดำรงชีวิตอยู่กับป่าเป็นล้าน ๆ ไร่กำลังถูกละเลย ในขณะที่คนกำหนดนโยบายการจัดการพื้นที่ เป็นคนจากส่วนกลาง ไม่ได้ให้คนกลุ่มชาติพันธุ์มาช่วยพิจารณา แล้วใครจะดูแลป่าได้ดีกว่าคนที่อยู่กับป่า ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครคิดแบ่งแยกดินแดน แค่ต้องการดำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเอง บนเส้นทางไปสู่การพัฒนาร่วมกัน รัฐจึงต้องฟังเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งคุณเกรียงไกร นำเสนอใน 3 ประเด็น คือ 1.กลุ่มชาติพันธุ์ควรได้เข้าไปอยู่ในกระบวนการตัดสินใจสร้างนโยบายที่พวกเขามีส่วนได้เสีย 2.หวังว่าวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จะกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ และ 3.หวังว่าภาครัฐจะมีทางออกให้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยุติธรรมให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ได้ เพื่อให้เราสามารถก้าวไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่หลากหลาย ได้อย่างครอบคุลม เสมอภาค และยั่งยืน โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

idownload
gplay
istore