
นักปราชญ์ชุมชนหลายคนจึงได้นำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ มาริเริ่มทดลองใช้ จนพัฒนาตัวเองกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้ เผยแพร่ และเป็นต้นแบบให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง อันนำไปสู่การพึ่งพาตนเองและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
โดยที่จุดเริ่มต้นของหลายคนก็มาจากการประสบกับวิกฤตในชีวิต จนกระทั่งต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตนเองเหมือนดังที่ คำเดื่อง ภาษี ผู้ก่อตั้งศูนย์ปราชญ์ชุมชนพ่อคำเดื่อง ต.หัวฝาย อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ ได้ประสบด้วยตนเอง และนำมาแบ่งปันประสบการณ์ในงาน Sustainability Expo 2022
คำเดื่อง เจ้าของอาณาจักรเขียวหมื่นปีที่ปลูกพืชนานาชนิดบนพื้นที่นับร้อยไร่ ได้เริ่มย้อนอดีตถึงจุดเริ่มต้นที่เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เกิด เขาเริ่มจากปลูกพืชเชิงเดี่ยวตามที่ทางการแนะนำ เช่น ปอ มันสัมปะหลัง ฯลฯ แต่พอคนปลูกมากเข้า สินค้าก็ราคาตก ของล้นตลาด ก็ต้องเปลี่ยนชนิดของพืชที่ปลูกไปเรื่อยๆ เริ่มขาดทุน ประสบปัญหาหนี้สิน จนสุดท้ายต้องเอาที่ดินไปจำนอง และหันมาทบทวนตัวเองในที่สุด
“เราทบทวน ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา ทำไมเรายิ่งทำไร่เยอะขึ้น แล้วมันยิ่งเป็นหนี้ ถ้าเป็นเฉพาะเรา เราก็ไม่สงสัยหรอก แต่เราไปดูคนอื่นๆ ทำห้าร้อยไร่ก็เป็นหนี้ ถ้าเป็นหนี้ทุกคนอย่างนี้ เราก็ว่ามันต้องมีปัญหานะ เราก็เลยทบทวนไปทบทวนมา ก็เริ่มเป็นตัวของตัวเอง จากที่เคยคิดจะรวยๆ ก็ถอยมาอยู่กับตัวเองก่อน แล้วมันก็ปิ๊งขึ้นมา เริ่มต้นจากฟื้นธรรมชาติ ใช้ต้นไม้มาเป็นเครื่องมือ ใช้ดิน น้ำ ป่า เพื่อดึงทรัพยากรมารวมกัน เราเห็นว่า ไม่พึ่งพาสารเคมี ข้าวมันก็ขึ้นเองได้เนอะ แล้วเราก็เลยทำมาเรื่อยๆ”
เช่นเดียวกับ สุพจน์ โคมณี ประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ที่เริ่มจากเผชิญกับวิกฤตหลายครั้ง ก่อนจะพบทางออกด้วยวิถีแห่งการพึ่งพาตนเอง
“ผมเจอวิกฤตในชีวิตหลายครั้งที่หนักๆ คือ ตอนปี 2533 เพลี้ยกระโดดระบาด ปี 2535 พฤษภาทมิฬ ปี 2538 น้ำท่วม สามเหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตล้มลง ต้องเอาที่ดินของแม่ไปขาย 28 ไร่ เหลือไว้ 20 ไร่ เพราะติดจำนองอยู่ ขายไม่ได้ ตอนนั้นคือ ยอมจำนนแล้ว จากคนที่เคยมั่นใจตัวเองสุดๆ เริ่มคิดว่าวิธีที่เราทำอยู่มันมีอะไรไม่ถูกต้อง ก็เลยไปศึกษาวิธีเกษตรพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 พอปี 2542 ก็ลงทำมือตามทฤษฎีเกษตรพอเพียง 6 ปีผ่านไปก็สามารถปลดหนี้ได้ เราก็คิดว่า เรามาถูกทางแล้ว
มันทำให้ได้คิดว่า ตอนที่แม่ให้ที่ดินเรา แม่ไม่ได้ให้หนี้เรามา แต่เราทำเองจนเป็นหนี้และล้มเหลว เราก็มานั่งคิดว่าตอนที่เราล้มเหลวเราก็เป็นเกษตรกร ตอนที่เราสำเร็จเราก็ยังทำนา ยังเป็นเกตรกร ยังเป็นอาชีพเดิม เป็นคนเดิม แต่ที่เรากลับมาได้คือ เปลี่ยนวิธีคิด ผมจึงมั่นใจว่า อาชีพไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ วิธีคิด”

สอดคล้องกับแนวความคิดของคำเดื่องที่บอกว่า วิธีคิดทำให้เกิดการกระทำ อันนำมาสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของตัวเองคือ การกลับไปปลูกต้นไม้ ทำเกษตรแบบผสมผสานเหมือนในอดีต
“ที่ผ่านมาตอนที่มีปัญหา เราคิดว่า ถ้าไปข้างหน้าเราไม่รู้ว่าโลกนี้จะเป็นยังไงข้างหน้า แต่เราต้องอยู่ต่อ เราต้องอยู่รอด ผมก็คิดว่า ถ้าเราไม่รู้ก็ไม่เสี่ยงไปข้างหน้าดีกว่า แต่ถ้าเราย้อนกลับไปทางเดิมล่ะ เราก็มองเห็นว่าตอนเราเด็กๆ มีเก้ง กวาง ช้างป่า ครอบครัวอบอุ่น ถ้าเรากลับทางเก่าเรารู้เลยว่าอะไรอยู่ตรงไหน เรารู้หมดแล้ว เราทำได้เลย แล้วเราจะกลับยังไง เรากลับถูก เพราะเราเคยผ่านมา แต่ถ้าเดินไปข้างหน้า เราไม่รู้อะไรเลย อะไรจะเกิดก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ ถ้าอย่างนั้นปล่อยคนอื่นเขาเดินไปข้างหน้า เรากลับไปทำสิ่งที่เรารู้ดีกว่า”
ทางด้านสุพจน์เอง เมื่อได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าการเกษตรแบบพอเพียงคือ ทางออกของปัญหาที่ตนเองเผชิญอยู่ จึงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง จนกลายมาเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจด้านพอเพียงที่มีจุดเด่นเป็นสระน้ำขนาดใหญ่เป็นรูปแผนที่ประเทศไทย รวมถึงการปลูกต้นไม้ประจำจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นทีเดียวกัน ล้อมรอบด้วยต้นหญ้าแฝก เพื่อให้ผู้คนได้มาศึกษาและเรียนรู้ด้วยตนเองถึงปรัชญาพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตลอดจนพัฒนาแตกยอดไปสู่โมเดลเกษตรกรรมแบบใหม่ด้วยการแบ่งปันพื้นที่ทำนาให้คนเมืองได้เป็นเจ้าของ
“นอกจากจะปลูกพืชผักนานาชนิดแล้ว เรายังมีพื้นที่ให้ความรู้ด้านวิถีชาวนา ผมจึงคิดระบบ ‘นาฉัน’ โดยวิธีการทำนาฉัน เราไม่ได้เพิ่มผลผลิต เราเพิ่มมูลค่า โดยการเปิดให้คนเมืองมาเป็นเจ้าของนาร่วมกับเรา ซึ่งตอนนี้เราได้เปิดให้คนเมืองไปเป็นเจ้าของนาในพื้นที่ของเรา ตอนนี้ก็มีประมาณ 50 คนแล้ว
ระบบ ‘นาฉัน’ เกิดจากการที่เราเห็นว่า ข้าวมีราคาแพง คนที่เกี่ยวข้องกับชาวนารวยหมด มีแต่ชาวนาที่จนลง เราจึงคิดระบบนี้ขึ้นมา จากที่ 35 ไร่ เราทำเอง 8 ไร่ ที่เหลือเราแบ่งให้คนอื่นเป็นเจ้าของร่วม นำมาสู่ความห่วงใยกันระหว่างคนกินกับคนปลูก เราปลูกเรารู้ก็ว่าเราปลูกให้ใครกิน คนกินก็รู้ว่าใครปลูก เกิดความรู้สึกว่า คนปลูกยากลำบากตากแดดมาปลูกข้าวให้เรากิน ส่วนเราในฐานะคนปลูกก็อยากจะปลูกของดีๆ ให้คนที่เรารู้จัก เราไม่อยากจะเอาของไม่ดีให้เขากิน
ที่ผ่านมาปี 2560 เราขายข้าวกิโลกรัมละ 100 บาท เราขอร้องเจ้าของนาว่าให้ช่วยซื้อข้าวเราแพงๆ หน่อย พอเราอยู่ได้แล้ว เราก็ลดราคาข้าวลงมาเรื่อย ปีนี้เราขายกิโลกรัมละ 60 บาท ปีหน้าราคาจะลดเหลือ 50บาท ตอนนี้ก็ขายหมดแล้วครับ”
ส่วนคำเดื่องก็ได้พัฒนาพื้นที่ใหม่เพิ่มอีก10 ไร่ภายใต้ชื่อเก๋ไก๋ว่า ‘ดาวดวงใหม่บนโลกใบเดิมมี’
“แนวคิดของการทำพื้นที่ตรงนี้ มาจากที่เราเห็นว่า คนเราใช้ทรัพยากรบนโลกโดยไม่ได้ใส่คืน เอาปลาออกมาจากทะเลก็ไม่ใส่คืน เอากบเอาเขียดมาก็ไม่ใส่คืน เอาก๊าซมาใช้ก็ไม่ใส่คืน คนเจ็ดพันล้านคนเอาธรรมชาติออกมาใช้แต่ไม่ใส่คืน แต่หวังว่าจะอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข หวังว่าวันพรุ่งนี้มันจะดีขึ้น แล้วมันจะไปดีขึ้นได้ยังไง เราก็ต้องใส่คืนไง พอเราเอามาใช้เราก็ใส่คืนลงไป เป็นการสร้างสิ่งต่างๆ ให้มันดีขึ้น กลายมาเป็นการสร้างดาวดวงใหม่แต่อยู่บนโลกใบเดิมเนี่ยแหละ
เหมือนที่ปู่ย่าตายายเราเคยบอกไว้ว่า ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ยกตัวอย่างเรากินมะม่วง เราเอาเม็ดไปปลูกมะม่วง กลายเป็นต้นมะม่วงที่ออกลูกออกหลาน เพียงแค่เราเอาเม็ดมันไปฝังเท่านั้นเอง เม็ดมะม่วงเป็นซอฟท์แวร์ แผ่นดินเป็นฮาร์ดแวร์ รวมกันออกมาเป็นผลผลิตมะม่วงมากมาย เอาไปขายก็ได้เงิน”
นอกจากจะแบ่งปันพื้นที่ทำนาให้คนเมืองและเผยแพร่แนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว สุพจน์ยังใช้ตัวเองและครอบครัวเป็นตัวอย่างที่เห็นได้จริงว่า วิถีชีวิตพอเพียงสามารถทำได้จริง อยู่ได้จริง
“ผมส่งลูกคนนึงไปเรียนเกษตร อีกคนไปเรียนท่องเที่ยว และทั้งครอบครัวเราก็ใช้ชีวิตจริงๆ ทำนาจริงๆ อยู่อาศัยจริงๆ บนพื้นที่ของเรา ผมทำวิถีชีวิตของเราให้เห็นตัวอย่าง เพื่อยืนยันสร้างความมั่นใจให้คนที่เข้ามาเห็นว่า ถ้าทำแบบนี้ก็จะได้แบบนี้ คุณอยากได้รึเปล่า เราต้องทำตัวเราให้เป็นต้นแบบ อยู่ได้จริงและอยู่อย่างมีความสุข”
แนวคิดสำคัญที่คำเดื่องทิ้งท้ายไว้ให้ คือการใช้เวลาอย่างมีค่า ด้วยการสร้างสิ่งที่ดีงามทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างการปลูกต้นไม้ ที่เขาทำมาตลอดเป็นระยะเวลาหลายสิบปี