โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ให้ความหมายของ Green Finance เอาไว้ว่า เป็นการเพิ่มกระแสการเงินไม่ว่าจะจากธนาคาร การให้สินเชื่อ การประกันภัยและการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนให้ไหลไปสู่กิจกรรมของโลกธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจุดสำคัญอยู่ที่การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ดีขึ้น คว้าโอกาสในการ “ให้ผลตอบแทน” และ “ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม” ไปพร้อม ๆ กัน ในรูปแบบของธุรกิจที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น
อย่างไรก็ดี Green Finance ยังนับว่าเป็นเรื่องใหม่ในวงการธุรกิจทั้งของโลกและในประเทศไทย ประเด็นนี้จึงได้รับการหยิบยกขึ้นมาในวงเสวนา ซึ่งจัดขึ้นภายในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อปลายเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก คุณแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย Mr. Giorgio Gamba Chief Executive Officer HSBC Thailand คุณกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย คุณนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส การลงทุน นวัตกรรม และความยั่งยืน บี.กริม เพาเวอร์ มาร่วมอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Green Finance โดยมี คุณต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้ดำเนินรายการ


คุณแมนพงศ์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่า การเงินสีเขียว หรือ Green Finance เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วโลกเนื่องจากเป็นแนวทางที่จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจในโลกทุนนิยม ที่เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด Climate Change สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนพร้อมกับตอบสนองความต้องการด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กันได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนขึ้นมา ในขณะที่ Mr. Giorgio กล่าวถึงความตื่นตัวที่นักลงทุน กองทุน ธนาคารขนาดใหญ่ในยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือในตะวันออกกลางเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องความความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เช่นเดียวกับทางธนาคาร HSBC เอง ก็เริ่มนำการประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามาเริ่มพิจารณาปล่อยสินเชื่อด้วยแล้ว
ปัจจุบันมีเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Invest to Express หรือการลงทุนเพื่อแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองเช่น ในกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และความโปร่งใสมากขึ้น และการที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะลงทุนในสิ่งที่สนใจได้สิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของ “ข้อมูล” ที่จะต้องชัดเจน ซึ่งในส่วนของบทบาทที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเสาหนึ่งทางการเงินของประเทศ สิ่งสำคัญที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ความสนใจคือ การจัดการข้อมูล เพื่อให้สามารถนำมาใช้ออกแบบระบบที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น Green Finance ได้

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องคำจำกัดความของ Green Finance ที่ค่อนข้างมีลักษณะเป็นแนวความคิด (concept) อยู่มาก คุณกฤษณ์ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองจากมุมมองของนักการเงินการธนาคารว่า Green Finance เองนั้นยังมีคำจำกัดความไม่เสถียร ดังนั้นสิ่งที่ควรคิดไม่ใช่ What แต่เป็น Why คือ ทำไมต้องทำ มีหน้าที่หรือประโยชน์อะไรต่อตลาดและสิ่งที่เราคำนึงถึง ถ้าเราทำแล้ว จะนำเราไปสู่ที่ไหนต่างหาก เพราะแม้แต่ตัวธนาคารเองก็ยังต้องตอบคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจ Green มากขึ้น นอกจากนี้ คุณกฤษณ์ยังได้ชวนคิดถึงประเด็นที่น่าสนใจ เรื่องภัยจากการฉวยโอกาสที่อาจมาพร้อมกับ Green finance ได้ นั่นคือ หากโลกไม่ทำให้ Green Finance มีมาตรฐานเดียวกัน อาจมีผู้ฉวยโอกาสจากความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากร และทำให้ระบบการเงินสีเขียว กลายเป็นการฟอกเขียวไปก็เป็นได้

คุณต้องใจ ชวนผู้อภิปรายคิดถึงแง่มุมที่ว่า เมื่อ Green Finance เป็นเรื่องใหม่ ที่ยังคงอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งฝ่ายทุนและฝ่ายผู้ประกอบการต่างกำลังเรียนรู้และปรับตัวเพื่อรองรับกับ Green Finance แล้วอะไรคือความท้าทายที่ฝ่ายทุนจะต้องเจอ ซึ่ง Mr. Giorgio ได้แลกเปลี่ยนว่า ในมุมมองของนักการเงินการธนาคาร มองว่า Green Finance ยังมีชุดข้อมูลที่ต้องดูและศึกษาอีกมาก ทั้งเรื่องการฟอกเขียว หรือการทำ Sustainable Financing ต้องอาศัยการ Complement ข้อมูลจากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นรายงานทางการเงิน (Robust Financial Report) Taxonomy (การกำหนดหมวดหมู่กิจกรรมภาคเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม) เรื่องของธรรมาภิบาล (Governance) และความสมบูรณ์สอดคล้องของข้อมูล (Data Integrity) ซึ่งแม้แต่ธนาคารเอง ยังต้องอาศัย Transition Expert แสดงว่าในฝั่งของทุนหรือธนาคาร เรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องใหม่ที่ยังคงอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

คุณนพเดช ได้แลกเปลี่ยนจากมุมมองของผู้ประกอบการว่า ในส่วนของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มี Core Value ขององค์กรคือ “Empowering the world with compassion” จึงมี Long-term Commitment กับสังคมและโลกว่าจะทำธุรกิจบนพื้นฐานของความกรุณาและคำนึงถึงผู้อื่น แนวทางการทำธุรกิจและกลยุทธ์ทางการตลาดขององค์กร จึงสอดคล้องกับแนวคิด Green Finance โดยมีเป้าหมายว่า ภายในปี 2050 บริษัทจะทำ Zero waste ให้สำเร็จ
น่าคิดว่า ธุรกิจที่กำลังจะเป็น และจะเป็นต่อไปในอนาคต อาจไม่ได้คิดถึงเรื่องกำไรขาดทุนจากเม็ดเงินที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวอีกแล้ว หากกำไรขาดทุนกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (intangible) ด้วย นักธุรกิจทั้งฝั่งทุนและฝั่งผู้ประกอบการจะยังมองเรื่องนี้บนจุดยืนเดิมได้หรือไม่ นักการเงินการธนาคารที่เคยศึกษาวิเคราะห์ระบบการเงินที่ชั่งตวงวัดและปรากฏให้เห็นได้ผ่านชาร์ต จะยังคงเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของแนวคิดเกี่ยวกับการเงินอนาคตของคนรุ่นต่อไปได้บนฐานคิดแบบเดิมได้หรือไม่ คงเป็นคำถามที่ยังอยู่ในกระบวนการหาคำตอบต่อไป
Speaker: คุณ Giorgio Gamba Chief Executive Officer HSBC Thailand
คุณกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย
คุณนพเดช กรรณสูตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส – สายงานการลงทุนนวัตกรรม และความยั่งยืน บี.กริม เพาเวอร์
คุณแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
คุณต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด
หัวข้อ: PANEL DISCUSSION: GREEN FINANCE
วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เวที Talk Stage
สามารถรับชมในรูปแบบวิดีโอได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=hwRxmW2xWjw