Cultural heritage for climate change ความงามจากธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน
จบลงไปแล้วสำหรับงาน SUSTAINABILITY EXPO 2023 (SX2023) มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน บนแนวคิด "พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก" (Sufficiency for Sustainability) ที่เป็นแนวทางหลักในการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างสมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า Good Balance, Better World ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-8 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากองค์กรชั้นนำ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 3.2 แสนคนที่เข้าชมงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ Cultural heritage for climate change ที่นำเสนอมุมมองมรดกทางวัฒนธรรม สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ชุมชนและจากธรรมชาติ โดยด้านหนึ่งเป็นการอนุรักษ์ สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่อดีต และอีกด้านหนึ่งยังเป็นการส่งผลระยะยาวเป็นการปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน อาทิ เรื่องราวของชนเผ่าเมารี ชนเผ่าดั้งเดิมของประเทศนิวซีแลนด์ที่เป็นกลุ่มผู้ผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ในโซนนี้ยังมีมรดกทางวัฒนธรรมของไทยเราที่ถูกจัดแสดงด้วยคือ ผลิตภัณฑ์จากโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย เป็นโครงการผลักดันการพัฒนาคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าขาวม้าทอมือ รวมถึงเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ในส่วนนี้มีการจัดแสดงตัวอย่างผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ นอกจากนี้ผู้เข้าชมยังจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ้าทอของไทย พร้อมทั้งปริมาณ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ผ้าไทยนานาชนิดอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนจาก บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด ไม่ว่าจะเป็นของตกแต่งบ้านที่แปรรูปจากขยะ การนำเฟอร์นิเจอร์มือ 2 จากโรงแรม 5 ดาว มาปรับโฉมโดยแบรนด์ reConcept & the GALLERY รวมถึงผลงานศิลปะจากศิลปินเพื่อชุมชน งานคราฟจากทั่วประเทศโดย Miniwiz Products
หากใครพลาดมาชมงานในปีนี้ เตรียมกลับมาพบกันได้ใหม่ใน SUSTAINABILITY EXPO 2024 สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ SX : https://bit.ly/web_sx_kol หรือ Facebook SX : https://bit.ly/fb_sx_kol