BCG ECONOMY MODEL หรือ BCG โมเดล เป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 ด้านไปพร้อมกัน ด้านที่หนึ่ง คือ Bio Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า ด้านที่สองคือ Circular Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่าง ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และด้านที่สาม คือ Green Economy หรือ ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

บนเวทีเสวนา เรื่อง “ขับเคลื่อนประเทศด้วย BCG ECONOMY MODEL” ซึ่งจัดขึ้นภายในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อปลายเดือนกันยายน 2565 ที่ผ่านมา ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้มาร่วมพูดคุยถึงความสำคัญของการเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับ BCG Economy Model รวมถึงแนวโน้ม บทบาทและความสำคัญของ BCG Economy Model ต่อภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยและในต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน การขับเคลื่อน BCG ECONOMY MODEL ในประเทศไทย เป็นไปภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคดิจิทัล และภาคทุน ซึ่งในการเสวนาครั้งนี้ ได้มีตัวแทนจากทั้ง 3 ฝ่ายมาร่วมพูดคุยกันถึงแนวโน้มและบทบาทที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของการพัฒนา BCG ที่ภาครัฐกำลังพยายามผลักดันและส่งเสริมว่า บนเป้าหมายหลักที่ประเทศไทยจะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ในระดับภูมิภาคร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน หรือที่เรียกว่า Bangkok Goal ทางภาครัฐได้แบ่งการทำงานเป็นจตุภาคี 4 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร มีโจทย์สำคัญคือ ต้องสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคสุขภาพและการแพทย์ มีโจทย์สำคัญคือ ต้องพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์รวมถึงยารักษาโรคและวัคซีนต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ภาคพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ มีโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้เรามีพลังงานหมุนเวียนใช้เองได้มากขึ้น ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้มีการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวแบบ Green เรียกว่า Happy Model ที่ช่วยกระตุ้นจุดท่องเที่ยวไปยังเมืองรองและเป็นวิถีการท่องเที่ยวแบบรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายให้ในปี 2570 ประเทศไทยจะมีมูลค่า GDP อันเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนทั้ง 4 ภาคส่วนดังกล่าวนี้ 1 ล้านล้านบาท

ทางด้านภาคดิจิทัล ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้ให้ข้อมูลว่า ทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DIPA มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG คือ การเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ ผ่านผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี (Technology Provider) ในลักษณะของ Implementation Model ระหว่างรัฐ เอกชน และผู้ประกอบการ ตั้งแต่การเอาเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาช่วยเสริมในกระบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ BCG เช่น การให้ความสนับสนุนด้านเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการทางการเกษตร ผ่านการใช้งานโดรนทางการเกษตร ระบบเซนเซอร์ต่าง ๆ แอปพลิเคชันลมฟ้าอากาศ หรือการใช้ระบบดิจิทัลในการวิเคราะห์ผลทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งนอกจากการเป็นผู้สนับสนุนในด้าน Bio Economy แล้ว DIPA ในฐานะผู้ถือครองข้อมูล (Data) ก็มีบทบาทเป็น Data Provider ให้กับผู้พัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น การทำ Tourism Platform ที่ใช้ big data ทำโปรแกรมคาดการณ์เส้นทางท่องเที่ยว เพื่อช่วยประสิทธิภาพการวางแผนท่องเที่ยว ระบบ booking และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มาก การพัฒนาระบบ Data platform ของเมืองก็จะช่วยให้สามารถกำหนดทิศทางที่เหมาะสมในการพัฒนาเมืองของตัวเองได้ (smart energy และ smart environment) โดยมี Start up ฝ่ายผู้ประกอบการเป็นคนทำ รวมถึงหากชุมชนต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ ทาง DIPA ก็มีโครงการ DIPA Transformation for Community ให้ทุนให้ชุมชนมาทำกิจกรรมพัฒนา BCG ด้านต่าง ๆ รวมถึงร่วมลงทุนกับ Start up ให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภายใต้พันธกิจสำคัญของ DIPA เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างให้พร้อมสำหรับผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทางด้านภาคทุน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวถึงบทบาทของภาคทุนในการสนับสนุน BCG ว่า ทุนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. Awareness คือ สร้างความตระหนักรู้ว่า BCG เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนให้กับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะในหมู่ผู้ประกอบการและสร้าง community ผู้ทำจริงให้เกิดระบบนิเวศของ BCG ขึ้น 2.Set standard คือการสร้างมาตรฐานใหม่ว่าผู้ประกอบการธุรกิจต้องคำนึงถึง BCG 3.Encourage การให้รางวัลด้านความยั่งยืนกับผู้ประกอบการที่ดี สามารถเป็นต้นแบบของผู้ประกอบการ BCG ได้ และ 4.Infrastructure ด้านข้อมูล ในส่วนนี้ ตลาดหลักทรัพย์จะเป็นฐานของผู้ประกอบการในด้านข้อมูล ผ่านการจัดเก็บจัดการข้อมูลพื้นฐานให้กับผู้ประกอบการ เพราะข้อมูลจะเป็นตัวที่ทำให้คนวางแผนการจัดการความยั่งยืนได้ (สอดคล้องกับ 13 มาตรการขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ข้อ 12 ของทางภาครัฐ)
ภายใต้มโนทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป BCG ECONOMY MODEL หรือ Green Finance ได้กลายเป็นมโนทัศน์ใหม่ที่ตลาดทุนโลกให้ความสำคัญและมักลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ Green Finance เช่น นโยบายจัดการพลาสติกและจัดการของเสีย เมื่อธุรกิจไม่ได้เป็นเรื่องของการแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และทุก ๆ การกระทำของเราได้สร้างผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ที่มนุษย์ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีก BCG จะเป็นทางรอดของโลก และทางออกของไทย
Speaker: ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และรักษาการผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
หัวข้อ: พลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัย สู่สังคมการให้ที่ยั่งยืน
วันที่ 26 กันยายน 2565 เวที Talk Stage
สามารถรับชมในรูปแบบวิดีโอได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=-awOlt7Iwz4&t=16s