Home
Mar 01, 2023
คน นา ป่า ข้าว...ภาพอนาคตชุมชนไทย
View all SX News & Movement

ในยามที่เรากำลังเผชิญกับวิกฤตที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิต สำหรับชุมชนท้องถิ่นที่ชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ จะมีวิธีคิดและวิธีจัดการกับสภาวะวิกฤตที่ต้องเผชิญและสร้างอนาคตที่เหมาะสมขึ้นมาอย่างไร ประเด็นนี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาในวงเสวนาภายในงานมหกรรมด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability Expo 2022 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยได้รับเกียรติจาก คุณอายุ จือปา (ลี) ผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ อาข่า อ่ามา, เชียงใหม่ทรัสต์ และมือเย็นเมืองเย็น, คุณภราดล พรอำนวย เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มอามาซาเกะ (Amazake), เชียงใหม่ทรัสต์ และมือเย็นเมืองเย็น และคุณสุวารี วงศ์กองแก้ว หัวหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ / กลุ่มประชาสังคมมือเย็นเมืองเย็น และเชียงใหม่ทรัสต์ / หัวหน้างานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ เทศบาลนครเชียงใหม่ (หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่) มาร่วมอภิปรายในประเด็นอนาคตชุมชนไทยที่สัมพันธ์กับคน นา ป่า และข้าว

คุณอายุ จือปา (ลี) ผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ อาข่า อ่ามา, เชียงใหม่ทรัสต์ และ มือเย็นเมืองเย็น กล่าวในประเด็นเกี่ยวกับ “ป่า” ว่า ป่าไม่ได้เป็นแค่ต้นไม้หรือภูเขาที่อยู่นิ่ง ๆ แต่ป่าคือรากวัฒนธรรมของผู้คนที่อิงอาศัยร่วมกับป่าด้วย ป่าศักดิ์สิทธิ์ของชาวอาข่า หรือป่าเดปอ (ป่าสายสะดือ) ของชาวปกาเกอะญอ คือตัวอย่างของป่าที่สัมพันธ์กับคนอย่างแนบแน่นผ่านสายใยวัฒนธรรม ดังนั้น สำหรับคนกลุ่มชาติพันธุ์ ป่าจึงเป็นมากกว่าพื้นที่ธรรมชาติ แต่คือพื้นที่ชีวิต ดังนั้น เราจึงหาผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจจากธรรมชาติอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะสุดท้ายมันก็จะกระทบกลับมาที่ผลผลิตของเรา เช่น อุณหภูมิของโลกที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันเพิ่มขึ้น 1.2 องศา ทำให้มอดกาแฟเกิดขึ้นในไร่กาแฟบนดอยจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาทำให้กาแฟดอยในช่วง 1-2 ปีมานี้มีผลผลิตลดลงและทำให้ราคาแพงขึ้น

บนความท้าทายนี้ ความสมดุลคือสิ่งที่ต้องคำนึงถึง คุณอายุกล่าวว่า ป่า นา ข้าว เมื่อก่อนทำเพื่อดำรงชีพอย่างเดียวแบบไม่ใหญ่ด้วย แต่ปัจจุบันสังคมโลกเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่คนที่อยู่ในชุมชน ข้าวจากนาไปแลกค่าเทอมไม่ได้ ผลไม้จากป่าไม่สามารถนำไปแลกอุปกรณ์การเรียนได้ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้เกิดการใช้ทรัพยากรจากนา ป่า ข้าว ให้ดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล ไม่หนักไปข้างที่ทำเพื่อการอยู่แบบทำลายล้างธรรมชาติอย่างเดียว ถ้าคนอยู่กับป่าเอาถ่าน พลาสติก โฟม เหล็กไปทิ้งในพื้นที่เดิม ขยะวัสดุใหม่เหล่านี้กลายเป็นปัญหาแน่ ๆ สิ่งที่ต้องทำคือการออกแบบชุมชน ทำแผนชุมชน หุ้นส่วนการพัฒนา การจัดการพื้นที่น้อยให้ได้ผลผลิตมาก ปลูกกาแฟอย่างไรเกิดความให้สมดุลกับป่าและพืชพรรณอื่น ๆ นวัตกรรมสมัยใหม่ที่จะเข้ามาต้องสร้างผลเชิงบวกต่อพื้นที่ป่า ไม่ได้ปล่อยให้นวัตกรรมสมัยใหม่มาสร้างผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

คุณภราดล พรอำนวย เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มอามาซาเกะ (Amazake), เชียงใหม่ทรัสต์ และมือเย็นเมืองเย็น แลกเปลี่ยนมุมมองถึง “ข้าว” ว่า ข้าวเป็นตัวแทนของความหลากหลาย เพราะข้าวกลายพันธุ์ง่ายมาก ๆ ข้าวหอมมะลิอาศัยความแล้งในการทำให้ยีนส์ความหอมเกิดขึ้นมา ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวคือตัวสะท้อนความหลากหลายของระบบนิเวศน์ในประเทศไทย พันธุ์ข้าวที่หลากหลายจึงสะท้อนถึงวัฒนธรรมไปด้วย ข้าวจึงเป็นมากกว่าผลผลิตจากธรรมชาติ แต่ข้าวยังสะท้อนหน่วยการผลิตที่เล็กที่สุดของชุมชน วัฒนธรรมข้าวในชุมชนต่อให้เกิดภาวะวิกฤตขึ้นมา ชุมชนก็ยังสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ในขณะที่ชุมชนเมืองต้องประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากร ความยั่งยืนจึงต้องมองไปที่ความสามารถในการผลิตและจัดการผลผลิตได้ อย่างที่วิถีข้าวสามารถแบ่งที่ แบ่งน้ำ จัดการร่วมกัน และเป็นวิถีที่ยึดโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนเอาไว้ อนาคตของข้าวไทยในแง่มุมมหนึ่งจึงเป็นเรื่องของการเพิ่มมูลค่า และการแปรรูปข้าวก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถทำได้ อย่างที่คุณภราดล เคยได้ทำผ่านการหมักข้าวให้เกิดคุณค่าทางอาหารมากขึ้นด้วยโคจิ (Koji) จนกลายเป็น อามาซาเกะ (Amazake) หรือสาเกหวานไม่มีแอลกอฮอล์

คุณสุวารี วงศ์กองแก้ว หัวหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ / กลุ่มประชาสังคมมือเย็นเมืองเย็น และเชียงใหม่ทรัสต์ / หัวหน้างานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ เทศบาลนครเชียงใหม่ (หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่) กล่าวถึงสถานภาพการจัดการพื้นที่ป่าในปัจจุบันว่า การขยายของเมืองรวมทั้งการเพิ่มของประชากรทำให้เกิดการจัดการป่าเปลี่ยนไป พื้นที่ป่ากว่า 80% ทั่วโลก มีเพียงชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าดูแลแค่ 20% ในขณะที่อนาคตของคน นา ป่า ข้าว คืออนาคตชุมชนที่ต้องพูดถึงการเท่ากันของคนที่เข้าไปจัดการกับคนในชุมชน เช่น เรื่องความรู้ นักวิชาการไม่มีความรู้ในเชิงปฏิบัติเท่าคนในชุมชน อนาคตคือการ empower เยาวชน คนรุ่นใหม่ในชุมชน เช่น ชุมชนแม่แดด และพื้นที่อินทนนท์ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวแบบใช้สารเคมี (ปลูกดอกไม้) ซึ่งทำเงินแต่เป็นผลร้ายต่อธรรมชาติในระยะยาว กลุ่มคนรุ่นใหม่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยน สิ่งที่ทำได้คือการรอเวลา และอนาคตของชุมชนไทยที่อาศัยร่วมกับป่าและธรรมชาติ ในเชิงปฏิบัติอาจจะออกมาในรูปแบบของหุ้นส่วนชุมชนเป็นวิถี

จากประสบการณ์ที่คุณสุวารีได้เข้าไปทำงานร่วมกับกลุ่มประชาสังคมพบว่า ความเชื่อมั่นในตัวเองของชุมชนคือความหวังที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการเข้าถึงและสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรของตัวชุมชน เพื่อสร้างอนาคตของตัวเองที่เหมาะสมและยั่งยืนขึ้นมาในที่สุด

Speaker: คุณอายุ จือปา (ลี) ผู้ก่อตั้งแบรนด์กาแฟ อาข่า อาม่า, เชียงใหม่ทรัสต์, มือเย็นเมืองเย็น
คุณภราดล พรอำนวย เจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มอามาซาเกะ (Amazake), เชียงใหม่ทรัสต์, มือเย็นเมืองเย็น
คุณสุวารี วงศ์กองแก้ว หัวหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ/ กลุ่มประชาสังคมมือเย็นเมืองเย็น และเชียงใหม่ทรัสต์ / หัวหน้างานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ เทศบาลนครเชียงใหม่ (หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่) 
วันที่ 26 กันยายน 2565 เวที Talk Stage

สามารถรับชมในรูปแบบวิดีโอได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=3TxpE8otrpw

idownload
gplay
istore