
ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีความหลากหลายทางเพศ กล่าวว่า สังคมมีความเชื่อว่ากลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งโดยรวมแล้วคือชาวเขาและชนกลุ่มน้อยที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เป็นต้นเหตุใหญ่ในการสร้างมลภาวะและสร้างฝุ่นจากการเผาไร่เมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้คนเมืองต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก “แต่จริง ๆ แล้วคนเหล่านี้ต่างหากคือคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง พวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่ช่วยดับไฟป่า และได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปในสิ่งแวดล้อม”
ในการแก้ปัญหาโลกร้อนโลกรวน ณัฐพลมองว่าจะโทษคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ เพราะปัญหานี้เกิดจากการกระทำของคนทั่วโลกและเป็นปัญหาที่สะสมมานานหลายร้อยปีจนเห็นผลในวันนี้ เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ก่อนจึงจะหาทางแก้ปัญหา และสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมได้ รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือกันทุกด้านทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อธิบายว่าสังคมควรศึกษาและทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์อย่างถูกต้องเสียก่อนว่า “กลุ่มชาติพันธุ์มีวิถีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ อย่างที่มีคำกล่าวว่า กินน้ำรักษาน้ำ ใช้ป่ารักษาป่า มาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐกำหนด ควรจะต้องสอดคล้องกับความจริงในพื้นที่ และต้องให้กลุ่มคนชาติพันธุ์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่เขาได้รับผลกระทบโดยตรง”
กลุ่มชาติพันธุ์มีวิธีการทำไร่ที่เรียกว่า “ไร่เลา” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เมื่อเก็บเกี่ยวพืชผลแล้ว คนในชุมชนจะต้องคุยกันว่าจะเผาซากพืชในพื้นที่ปริมาณแค่ไหน ใครจะดูแล เมื่อเผาแล้ว จะต้องทำอย่างไรต่อไป และชุมชนจะต้องดูแลให้เป็นไปตามที่ตกลง หลังจากนั้นจะย้ายไปเพาะปลูกพืชในพื้นที่ใหม่ เพื่อให้พื้นที่เดิมได้ฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติ และสามารถนำกลับมาใช้เพาะปลูกพืชได้อีกครั้งในฤดูกาลใหม่
แต่เมื่อเกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ภาครัฐและเอกชนได้ยื่นมือเข้ามาจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อหยุดการถางและเผาป่าของกลุ่มชาติพันธุ์ กลายเป็นการนำเอาการทำเกษตรหรือการพัฒนาจากมุมของคนเมืองหรือนักวิชาการมาใช้ในพื้นที่โดยขาดความเข้าใจบริบทของชุมชน ไม่มีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง ขัดกับวิถีชุมชน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากและคนในพื้นที่มากยิ่งขึ้นไปอีก
“การพัฒนาจะยั่งยืนได้ต้องมีสมดุล อยู่ได้ทั้งคนตัวเล็กตัวน้อยและคนอื่น ๆ” ปรีดากล่าว
เกรียงไกร ชีช่วง ผู้ประสานงานเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เสริมว่า “เรื่องนี้อยู่ที่ว่าเรามองว่าคนชาติพันธุ์อย่างไร ถ้ามองว่าเขา คือก็คือปัญหา ก็เป็นปัญหา แต่ถ้ามองว่าเราคือพลัง เป็นคนในพื้นที่ที่สามารถดูแลพื้นที่ กระจายกำลังกันไป เราก็จะเป็นพลังไม่ใช่ภาระ การแก้ปัญหาในปัจจุบัน เป็นในรูปแบบที่มีคนโยนโอกาสมาให้เรา แต่เป็นโอกาสหรือสิ่งที่คนในชุมชนไม่ต้องการ เราต้องการเป็นพลัง ไม่ต้องการเป็นภาระ”
ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เสริมว่า กลไกหลักในการจัดการกับปัญหาภาวะโลกร้อน และสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเกิดจาก 3 ส่วนหลัก คือ นโยบายภาครัฐที่ต้องเกิดจากความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างแท้จริง ความร่วมมือจากภาคธุรกิจที่ไม่ได้มีพื้นฐานจากมุมมองทางธุรกิจที่มักสร้างปัญหาต่อเนื่อง และภาคประชาชนที่ต้องตระหนักถึงปัญหาจริง ๆ อย่าคิดว่าปัญหานี้เป็นเรื่องไกลตัว
ดร.กฤษฎา บุญชัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนากล่าวว่าการจะพัฒนาอย่างยั่งยืนประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายที่จริงจังและเล็งผลเลิศยิ่งกว่านี้ และควรกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาที่ช่วยให้ทุกคนรวมถึงกลุ่มเปราะบางสามารถปรับตัวได้ เนื่องจากเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปัจจุบันยังถือว่าเป็นระดับที่เรียกว่ายังเป็นไปแบบพอรับได้เท่านั้น ไม่ได้ลดอย่างมีนัยสำคัญ