Home
Oct 06, 2023
ธุรกิจไทยร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
View all SX News & Movement

ธุรกิจไทยร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
(Business Solutions for Carbon Neutrality)

ในการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 2 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2023) ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 6-7 ตุลาคม 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “SX Sustainability Expo 2023” มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา มีการบรรยายในหัวข้อ “ธุรกิจไทยร่วมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Business Solutions for Carbon Neutrality)” ณ ห้อง SX Grand Plenary Hall โดยได้รับเกียรติจาก คุณมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มาบรรยายในหัวข้อ Carbon Capture and Storage: Progress at the Crossroads of Carbon Neutrality, คุณวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บรรยายในหัวข้อ Ignite Energy Transition: A Pathway towards Net Zero Emissions จุดพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่ Net Zero Emissions, และ คุณชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารความยั่งยืน บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บรรยายในหัวข้อ Business Solutions for Carbon Neutrality  

คุณมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่บนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแก้ไขสภาวะวิกฤติทางสภาพภูมิอากาศของโลก เราต้องก้าวเข้าสู่สภาวะความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture & Storage: CCS) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความเป็นไปได้และมีโครงการ CCS เกิดขึ้นมากกว่า 300 โครงการทั่วโลก สำหรับประเทศไทย หากจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ตามเป้าหมาย ในขณะที่การปลูกป่า 1 ล้านไร่ จะสามารถลดปริมาณคาร์บอนได้เพียง 1-2 ล้านตันต่อปี แต่เพื่อบรรลุเป้าหมาย ไทยต้องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนให้ได้ 40 ล้านตันต่อปีให้ได้ ซึ่งถือว่าเรื่องที่ไม่ง่าย ดังนั้น ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานที่ปราศจากคาร์บอน ปตท.สผ. ได้มีโครงการทดลองกักเก็บคาร์บอนที่เกิดจากการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยมีเป้าหมายกักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2027 ด้วยเงินลงทุนประมาณ 300-400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  

คุณมนตรีกล่าวว่า ทางปตท.สผ. มีความพร้อมในการดำเนินการโครงการ CCS แต่เนื่องจากโครงการนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากโดยมีผู้ร่วมทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมโครงการด้วย จึงต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องการกำหนดกลไกทางด้านคาร์บอนเครดิต หรือภาษีคาร์บอน รวมถึงมีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการติดตาม ตรวจสอบคาร์บอนที่กักเก็บ รวมถึงช่วยจัดการเรื่องภาระผูกพันต่าง ๆ ที่จะเอื้อให้การดำเนินโครงการนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด  

คุณวรพงษ์ นาคฉัตรีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงปัจจัย 3 ประการเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 คือ 1) เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจาก 17% เป็น 50% 2) เพิ่มสัดส่วนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจาก 10% เป็น 30% และ 3) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 30% ให้ได้ภายในปี 2037 โดยตั้งแต่ปี 2020 ทางกลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทในธุรกิจพลังงานเพื่ออนาคตและอื่น ๆ เช่น การกักเก็บพลังงาน ธุรกิจบนห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต ฯลฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเติบโตจากธุรกิจสีเขียว (Green Growth) และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 15% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ปล่อยอยู่รวม 10 ล้านตันต่อปี และเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2040 และ Net Zero ภายในปี 2050 กลุ่ม ปตท. ใช้กลยุทธ์ “3 เร่ง” ประกอบด้วย 1) เร่งปรับกระบวนการผลิต 2) เร่งเปลี่ยนธุรกิจสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3) เร่งปลูกป่าให้ได้เพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านไร่ จากเดิมตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท.ได้ปลูกป่าไปแล้วกว่า 1 ล้านไร่ ซึ่งช่วยลดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศได้รวมกว่า 32 ล้านตัน  

คุณชนะ ภูมี ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารความยั่งยืน บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี กล่าวว่า กรอบทางด้านกฎหมายและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศและภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนความท้าทายที่ต้องรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสได้ โดยคุณชนะ ได้ยกตัวอย่าง โครงการ Northern Lights ของประเทศนอร์เวย์มี ที่รองรับการกักเก็บคาร์บอนจากประเทศในสหภาพยุโรป หรือกฎหมายการปรับลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายทุนจำนวนมหาศาลสู่สหรัฐฯ ซึ่งในส่วนของเอสซีจี ได้ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2030 จากระดับของปี 2020 ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่มากกว่าเป้าหมายของประเทศไทยและไม่เป็นภาระต่อภาพรวม ภายใต้ข้อตระหนักสำคัญว่า ธุรกิจจะต้องเติบโต ในขณะที่ปริมาณคาร์บอนลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญของภาคธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยในที่สุด  

“เมื่อวานนี้ก็ได้บอกท่านนายกรัฐมนตรีว่า การเติบโตต่อไปนี้ต้องมาจากธุรกิจที่เติบโต แต่คาร์บอนลดลง” ผู้บริหารเอสซีจี กล่าว  

idownload
gplay
istore