Home
Oct 01, 2022
‘ล้มแล้วลุก’ กลยุทธ์การสร้างเมืองสมดุลแห่งอนาคต
View all SX News & Movement
ในโลกอนาคตที่เต็มไปการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง น้ำท่วม ไฟป่า ฝนตกผิดฤดู ตลอดจน ปัญหาความยากจน การขาดแคลนพลังงาน ปัญหาสังคม ความเครียด รวมทั้งสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในโลกทุกวันนี้

นำมาสู่คำถามสำคัญคือ เราจะรับมือกับอนาคตอย่างไร

ภายในงาน Sustainability Expo 2022 ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC), MQDC ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อมจึงได้นำเสนอแนวคิดเพื่อการสร้างเมืองอนาคตอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อว่าResilience Framework for Future Cities

กรอบแนวคิดนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การแก้ไขและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถึงแม้ว่าความเป็นจริง ปัญหาต่างๆ จะเกิดขึ้นเป็นเวลาระยะหนึ่งแล้ว เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฯลฯ แต่ด้วยแนวคิดนี้ทำให้สามารถป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว หรือเรียกว่า ล้มแล้วก็ลุกได้นั่นเอง

ทั้งนี้การแก้ปัญหาจะต้องเริ่มต้นจากการมองปัญหาให้เห็นเสียก่อน ปัญหาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Nature& Environment)

เช่น น้ำท่วม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ คลื่นความร้อน มลภาวะทางอากาศ ฯลฯ

2. การอยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน (Living & Infrastructure)

เช่น น้ำประปาไม่ไหล ไฟดับ สารเคมีรั่วไหล โรคระบาด ฯลฯ

3. เศรษฐกิจและสังคม (Society & Economy)

เช่น การสูญเสียอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ฯลฯ

“เราสามารถสร้างเมืองที่มีประสิทธิภาพและป้องกันปัญหาในอนาคตได้โดยการมองผ่านเฟรมเวิร์คนี้ เริ่มจากตัดปัญหาที่ไม่น่าจะเกิดออกไปและเตรียมการสำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อเราสามารถมองเห็นปัญหาที่เฉพาะเจาะจงได้ เราก็จะหาวิธีการแก้ได้ เช่น ถ้าเรามองว่าจะมีปัญหาน้ำแล้ง เราก็สามารถทำ Groundwater bank แก้ปัญหานี้ได้ ถ้าเราเห็นปัญหาน้ำท่วม เราก็สามารถหาผู้เชี่ยวชาญมาทำโครงการ Sponge city design ได้

“สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เรารู้ว่า บางปัญหาเราไม่ต้องพัฒนาเอง เราซื้อมาใช้ได้เลย บางปัญหาแพงไป เราพัฒนาเวอร์ชั่นใหม่ได้ บางปัญหายังไม่มีทางแก้ก็จะเป็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา”

โดยแนวทางในการแก้ปัญหานี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แนวทางกว้างๆ คือ
1. Mitigation

หมายถึง การลดผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การรีไซเคิล พลังงานสะอาด ฯลฯ

2. Adaptation

หมายถึง การจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การป้องกันน้ำท่วม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากการใช้แนวทางอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ยังสามารถทำทั้งสองแนวทางพร้อมกันได้ เช่น การสร้างสวนแนวตั้งในเมือง การอนุรักษ์อาหารท้องถิ่น ฯลฯ

“สำหรับตอนนี้ยังมีโอกาสมากมายที่จะช่วยกันคิดค้นแก้ไขปัญหาอนาคตที่ไม่แน่นอน ทุกวิกฤตมีทั้งอันตรายและโอกาสอยู่ในนั้น อย่าตระหนก อย่าตื่นตัวจนตื่นกลัว ตรงนี้คือโอกาสที่จะสร้างโลกใหม่ได้และนำไปสู่ความสมดุลใหม่ที่เราจะก้าวต่อไปอย่างยั่งยืนด้วยการร่วมมือกัน และทำให้เร็วที่สุด เพราะปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว” รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต กล่าวทิ้งท้ายสำหรับการสร้างเมืองอนาคตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

idownload
gplay
istore